ท้องฟ้าในเดือนมีนาคม

Share

ท้องฟ้าในเดือนมีนาคม 2557

 

        เมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ลมร้อนเริ่มพัดเป็นสัญญาณการเริ่มเข้าสู่ฤดูร้อนกันแล้ว สำหรับการดูดาวในเดือนมีนาคมนี้ก็ยังเป็นช่วงที่สามารถสังเกตการณ์ท้องฟ้าได้เป็นส่วนมากและในบางคืนก็อาจมีเมฆบังไม่สามารถทำการสังเกตการณ์ท้องฟ้าได้ ในเดือนมีนาคมนี้เป็นเดือนที่ผมชอบมาก ในช่วงหัวค่ำก็มีกลุ่มดาวที่น่าสนใจมากมาย และในช่วงเช้ามืดเราจะสามารถสังเกตเห็นทางช้างเผือกได้ชัดเจน เชื่อว่าหลายคนคงอยากเห็นทางช้างเผือกด้วยตาตัวเองสักครั้ง

 

รูปที่ 1 ภาพถ่ายทางช้างเผือกเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา

 

กลุ่มดาวในช่วงเดือนมีนาคม

        ในช่วงเดือนมีนาคมยังเป็นช่วงที่มีสภาพท้องฟ้าที่เหมาะสำหรับการดูดาว แต่บางพื้นที่อาจมีฝุ่นละอองในอากาศหนาทำให้เป็นอุปสรรคในการสังเกตการณ์อยู่บ้าง แต่บางพื้นที่ก็มีสภาพท้องฟ้าที่เหมาะสำหรับการสังเกตการณ์ท้องฟ้า บางพื้นที่อาจมีเมฆและมีฝนตก

        สำหรับกลุ่มดาวที่ผู้สังเกตการณ์สามารถมองเห็นได้ในช่วงหัวค่ำ กลุ่มดาวที่ปรากฏอยู่ทางทิศตะวันออก ประกอบด้วยกลุ่มดาวสิงโต กลุ่มดาวสิงโตเล็ก กลุ่มดาวปู กลุ่มดาวแมวป่า และกลุ่มดาวงูไฮดรา ที่กำลังขึ้นจากทางทิศตะวันออก กลุ่มดาวสุนัขใหญ่ กลุ่มดาวสุนัขเล็ก กลุ่มดาวนายพราน กลุ่มดาวคนคู่ กลุ่มดาววัว กลุ่มดาวสารถี กลุ่มดาวเพอร์เซอุส บริเวณกลางฟ้าและถ้าหากลองลากเส้นสมมุติจากดาวซีเรียส (คนไทยส่วนใหญ่เรียกว่าดาวซีริอุส) ในกลุ่มดาวสุนัขใหญ่ ไปยังดาวโพรไซออนที่อยู่ในกลุ่มดาวหมาเล็ก ลากต่อไปยังดาวไรเจลที่อยู่ในกลุ่มดาวนายพราน แล้วลากต่อไปยังดาวอัลเดบาแรนในกลุ่มดาววัว และสุดท้ายลากไปที่ดาวคาเพลลาในกลุ่มดาวสารถี เราก็จะได้เป็นรูปหกเหลี่ยม ซึ่งรูปหกเหลี่ยมดังกล่าวถูกเรียกว่าหกเหลี่ยมฤดูหนาวตามแผนที่ดาวด้านล่าง ด้านตะวันตกมีกลุ่มดาวปลาคู่ กลุ่มดาวเซตุส กลุ่มดาวแอนโดรเมดา กลุ่มดาวม้าปีก ทางทิศเหนือมี กลุ่มดาวค้างคาว กลุ่มดาวหมีเล็ก กลุ่มดาวหมีใหญ่ กลุ่มดาวยีราฟ กลุ่มดาวกิ้งกา และทางทิศใต้มีกลุ่มดาวนกฟินิกส์ กลุ่มดาวแม่น้ำ กลุ่มดาวนกพิราบ

        สำหรับกลุ่มดาวที่ผู้สังเกตการณ์สามารถมองเห็นได้ในช่วงเช้ามืด กลุ่มดาวที่กำลังขึ้นจากทางทิศตะวันออก เช่น กลุ่มดาวหงส์ กลุ่มดาวพิณ กลุ่มดาวนกอินทรี กลุ่มดาวเฮอร์คิวลิส กลุ่มดาวธนู กลุ่มดาวคนแบกงู กลุ่มดาวลูกธนู และกลุ่มดาวโล่ กลุ่มดาวที่อยู่ทางทิศใต้ เช่น กลุ่มดาวแมงป่อง กลุ่มดาวคันชั่ง กลุ่มดาวเซนเทารัส กลุ่มดาวกางเขนใต้ และกลุ่มดาวแทนบูชา ทางทิศตะวันตก กลุ่มดาวสิงโต กลุ่มดาวสิงโตเล็ก กลุ่มดาวนกกา กลุ่มดาวหญิงสาว กลุ่มดาวผมของเบเรนิส กลุ่มดาวปรากฏทางทิศเหนือ คือ กลุ่มดาวหมีเล็ก กลุ่มดาวหมีใหญ่ กลุ่มดาวมังกร และกลุ่มดาวเซฟีอุส

 

รูปที่ 2 ท้องฟ้าในเดือนมีนาคม เวลา 20:00 .

เรื่องเล่ากลุ่มดาว

กลุ่มดาวปู ผู้เลือนราง

        กลุ่มดาวปูเป็นกลุ่มดาวเล็ก และที่มีความสว่างน้อยที่สุดในกลุ่มดาวจักรราศี ไม่มีดาวฤกษ์ที่โดดเด่นเหมือนกลุ่มดาวอื่น ที่อยู่ล้อมรอบกลุ่มดาว ซึ่งผู้สังเกตสามารถสังเกตกลุ่มดาวปูได้ในช่วงค่ำทางด้านทิศตะวันออกประมาณกลางเดือนมกราคม และกลุ่มดาวก็จะเปลี่ยนตำแหน่งไปเรื่อย จนถึงช่วงประมาณเดือนมิถุนายนเราจะสามารถสังเกตเห็นกลุ่มดาวปูอยู่ทางทิศตะวันตกในช่วงหัวค่ำ

 

รูปที่ 3 แสดงตำแหน่งดาวในกลุ่มดาวปู

 

ตารางที่ 1 แสดงชื่อดาวและรายละเอียดของดาวในกลุ่มดาวปูที่สำคัญ

ชื่อดาว

ค่าความสว่าง

ปรากฏ

ค่าความสว่าง

สัมบูรณ์

ชื่อเฉพราะ

ชื่ออ่านภาษาไทย

ชื่อสามัญ

Al Tarf

อัลทาร์ฟ

β Cnc

3.53

−1.22

Asellus Australis

อาเซลลัส ออสทราลิส

δ Cnc

3.94

0.84

Iota Cancri

ไอโอต้า แคนคริ

ι Cnc A

4.03

−0.77

Acubens, Sertan

อาคูเบนส์

α Cnc

4.26

0.63

Asellus Borealis

อาเซลลัส โบเรียลิส

γ Cnc

4.66

1.23

Tegmine

เทกมิเน

ζ Cnc

4.67

2.63

 

 

ประวัติศาสตร์ของกลุ่มดาวปู

        ในอัคคาเดียกลุ่มดาวปูถูกกล่าวถึงว่าเป็นดวงอาทิตย์แห่งทิศใต้ (Sun of the South) ซึ่งบางทีอาจจะมาจากตำแหน่งจุดครีษมายัน (Summer solstice) ในสมัยโบราณเมื่อนานมาแล้ว และยังเป็นที่รู้จักกันในนามประตูเหนือของดวงอาทิตย์ (Northern Gate of Sun) 

        เมื่อ 2,000 กว่าปีมาแล้วกลุ่มดาวปูเคยเป็นตำแหน่งที่ดวงอาทิตย์อยู่ทางเหนือสุดในท้องฟ้าหรือที่เรารู้จักกันว่าจุดครีษมายัน และยังมีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าแคนเคอร์ โซลสติช (Cancer solstice) นอกจากนี้ยังเป็นวันที่ดวงอาทิตย์อยู่เหนือศีรษะพอดีที่ละติจูด 23.5° เหนือ แต่ตำแหน่งครีษมายันมีการเปลี่ยนแปลงไปเนื่องจากการส่ายของแกนโลกจึงทำให้จุดนี้มีการเคลื่อนตัวไปจากเดิม ในปัจจุบันอยู่ที่ระหว่างกลุ่มดาวคนคู่กับกลุ่มดาววัว ซึ่งวันครีษมายันจะตรงกับวันที่ 21 มิถุนายน

        คนโบราณส่วนใหญ่แล้วมองเห็นกลุ่มดาวเป็นรูปต่าง ของสิ่งมีชีวิตที่มักจะอาศัยอยู่ในน้ำ ในบาบิโลเนียกลุ่มดาวเป็นที่รู้จักกันในมุล อัล ลุล ซึ่งชื่อนี้สามารถหมายถึงทั้งปูและตะพาบน้ำได้ ในการค้นพบรูปแกะสลักบนก้อนหินที่มีความสัมพันธ์กันกับภาพของตะพาบน้ำหรือกระดองตะพาบน้ำปรากฏค่อนข้างสม่ำเสมอและมีความเชื่อกันว่าเป็นตัวแทนของกลุ่มดาวปู แต่รูปแกะสลักที่เป็นรูปปูไม่ได้รับการค้นพบแต่อย่างใด นอกจากนี้ยังมีหลักฐานปรากฏถึงการเชื่อมโยนระหว่างกลุ่มดาวของชาวบาบิโลนกับความตายและการเดินไปสู่นรก ซึ่งอาจจะเป็นจุดเริ่มต้นของความคิดเหล่านี้ ในตำนานกรีกจำนวนมากที่เกี่ยวข้องกับเฮอร์คิวลิสและไฮดรา

        ในประวัติของอียิปต์เมื่อประมาณ 2000 ปีก่อนคริสต์ศักราช ชาวอียิปต์มีการอธิบายถึงกลุ่มดาวปูนี้ว่าเป็นแมลงซแคแร็บ (Scarabaeus หรือ Scarab) ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ศักดิ์สิทธิ์แห่งความเป็นอมตะ

 

รูปที่ 4 แมลงซแคแร็บ

 

        ในศตวรรษที่ 12 ต้นฉบับภาพประกอบดาราศาสตร์แสดงให้เห็นว่ากลุ่มดาวนี้เป็นแมลงน้ำ ต่อมาในปี .. 2032 (..1489) อัลบูมาซาร์ (Albumasar) ซึ่งเป็นโหรชาวเปอร์เซีย นักดาราศาสตร์ และนักปรัชญาอิสลามเขียนสัญลักษณ์ของกลุ่มดาวนี้ในการเผยแพร่เป็นกุ้งน้ำจืดที่มีขนาดใหญ่

        ในศตวรรษที่ 17 จาคอบ บาร์ซ (Jakob Bartsch) และสตานิสลาส ลูบีนิซกี (Stanislaus Lubienitzki) อธิบายว่ากลุ่มดาวนี้เป็นกุ้งก้ามกราม

 

รูปที่ 5 ภาพวาดกลุ่มดาวปูในศตวรรษที่ 17 อธิบายว่ากลุ่มดาวนี้เป็นกลุ่มดาวกุ้งก้ามกราม

จาก http://www.atlascoelestis.com/Bartsch.htm

 

รูปที่ 6 ภาพวาดกลุ่มดาวปูในหนังสือแผนที่ท้องฟ้า (Celestial Atlas) ของอเล็กซานเดอร์ จาไมสัน (Alexander Jamieson) พิมพ์เมื่อ เดือนกุมภาพันธ์ .. 2365 (.. 1822) 

รูปจาก http://www.ianridpath.com/atlases/jamieson.htm

 

รูปที่ 7 ภาพวาดกลุ่มดาวปูในจากหนังสือ Liber locis stellarum fixarum

จาก http://www.atlascoelestis.com

 

ตำนานกลุ่มดาวปูในตำนานเทพเจ้ากรีก

        กลุ่มดาวปูในตำนานเทพเจ้ากรีกมีการอธิบายเพียงสั้น ที่มีความเกี่ยวข้องกันกับภารกิจทั้ง 12 อย่างของเฮอร์คิวลิส ซึ่งภารกิจที่ 2 ของเฮอร์คิวลิสต้องไปฆ่างูยักษ์ไฮดราแห่งเลอร์นา (Lernaean Hydra) ในระหว่างการต่อสู่ระหว่างเฮอร์คิวลิสกับงูยักษ์ไฮดรา นางเฮร่าได้ส่งคาร์กินอส (Karkinos) ซึ่งเป็นปูยักษ์ มาเพื่อหันเหความสนใจของเฮอร์คิวลิสและทำให้เขาเสียเปรียบในระหว่างการต่อสู้กับงูยักษ์ไฮดรา แต่ด้วยความเร็วของเฮอร์คิวลิส เขาได้เตะปูยักษ์คาร์กินอสขึ้นไปบนท้องฟ้า แต่บางตำนานก็เล่าว่าปูยักษ์คาร์กินอสใช้ก้ามนีบนิ้วเท้าของเฮอร์คิวลิสไว้ แต่ปูยักษ์คาร์กินอสถูกเฮอร์คิวลิสเหยียบจนแหลกตายอยู่ใต้เท้า และเพื่อเป็นการขอบคุณสำหรับความพยายามที่กล้าหาญของปูยักษ์คาร์กินอส นางเฮร่าจึงส่งให้ปูยักษ์คาร์กินอสไปเกิดอยู่บนท้องฟ้า นักวิชาการบางคนบอกว่าปูยักษ์คาร์กินอส ถูกเพิ่มเติมในช่วงท้ายๆ ของตำนานของเฮอร์คิวลิส เพื่อที่จะทำให้ภารกิจทั้ง 12 ของเฮอร์คิวลิสมีความสอดคล้องกับกลุ่มดาว 12 ราศี

 

รูปที่ 8 ภาพวาดการต่อสู่ระหว่างเฮอร์คิวลิสกับงูยักษ์ไฮดรา และปูยักษ์คาร์กินอส ถูกวาดลงบนภาชนะของเอเธนส์

 

ลักษณะและองค์ประกอบ (Morphology and Composition)

        กระจุกดาวรวงผึ้งก็มีลักษณะและองค์ประกอบเหมือนกับกระจุกดาวหลายกระจุก  กระจุกดาวรวงผึ้งมีการจัดระดับมวล ซึ่งหมายความว่าดาวที่มีความสว่างมาก จะอยู่ที่ในบริเวณแกนกลางของกระจุกดาวอัดแน่นไปด้วยดาวฤกษ์ที่ขนาดใหญ่ และในขณะที่ดาวฤกษ์ที่มีความสว่างน้อยจะอยู่ในบริเวณโคโรนาของกระจุกดาวเป็นดาวฤกษ์มวลน้อย กระจุกดาวรวงผึ้งมีรัศมีแกนกลางของกระจุกดาวประมาณ 11.4 ปีแสง รัศมีครึ่งมวลของกระจุกดาว (เป็นรัศมีจากแกนกลางของกระจุกดาวที่ครอบคลุมมวลครึ่งหนึ่งจากทั้งหมด) มีระยะประมาณ 12.7 ปีแสง รัศมีไทดัล 39 ปีแสง มีมวลมากกว่าดวงอาทิตย์ถึงประมาณ 500 – 600 เท่า ภายในกระจุกดาวมีจำนวนสมาชิกมากถึง 1010 ดวง ซึ่ง 68 เปอร์เซ็นต์ เป็นดาวแคระที่มีสเปกตรัมชนิด M เป็นดาวที่มีลักษณะคล้ายกับดวงอาทิตย์ของเราอีกประมาณ 30 เปอร์เซ็นต์ (มีสเปกตรัมชนิด F G และ K) และอีก 2 เปอร์เซ็นต์ ที่เหลือเป็นดาวที่ความสว่างมาก มีสเปกตรัมชนิด A นอกจากนี้ในปัจจุบันยังค้บพบดาวยักษ์ แล้ว 5 ดวง มี 4 ดวง ที่มีสเปกตรัมชนิด K0 และดวงที่ 5 มีสเปกตรัมชนิด G0 III

        ในปัจจุบันค้นพบดาวแคระขาวภายในกระจุกดาวนี้ 11 ดวง ซึ่งเป็นซากที่เหลือจากวิวัฒนาการขั้นสุดท้ายของดาวฤกษ์ขนาดใหญ่ มีประเภทของสเปกตรัมชนิด B นอกจากนี้ยังมีการตรวจสอบดาวแคระสีน้ำตาลภายในกระจุกดาวนี้พบว่ามีน้อยจำนวนมากอาจจะเป็นเพราะดาวเหล่านี้อยู่ห่างไกลเกินรัศมีไทดัล

        กระจุกดาวรวงผึ้งมีค่าความสว่างปรากฏที่มองเห็น 3.7 ดาวฤกษ์ที่สว่างที่สุดเป็นสีฟ้าสีขาวมีค่าความสว่าง 6 ถึง 6.5 คือดาว 42 Cancri

 

กระจุกดาวรางหญ้า (The Manger)

        ในปี .. 2312 (.. 1769) ชาร์ลส์ เมสซิเออ (Charles Messier) ได้เพิ่มวัตถุท้องฟ้านี้เข้าไปในบัญชีรายชื่อของเขา หลังจากการวัดตำแหน่งในท้องฟ้าอย่างแม่นยำแล้ว นอกจากเนบิวลานายพรานและกระจุกดาวลูกไก่ ยังมีกระจุกดาวรวงผึ้ง ซึ่งจัดอยู่ในวัตถุที่น่าสนใจของบัญชีรายชื่อของเขา เนื่องจากมีค่าความสว่างค่อนข้างน้อยและเกิดความสับสนได้ง่าย ความน่าจะเป็นที่เมสซิเอออยากจะทำให้บัญชีรายชื่อของเขาให้ใหญ่กว่าคู่แข่งอย่าง นิโคลัส หลุย เดอ ลาไคลล์ (Nicolas Louis de Lacaille) ซึ่งได้บันทึกบัญชีรายชื่อดาวในทางซีกฟ้าใต้กว่า 10,000 ดวง รวมทั้งวัตถุที่คล้ายเมฆอีก 42 วัตถุ และได้ตีพิมพ์แคตตาล็อกนี้ใน .. 2306 (.. 1763) ในหนังสือชื่อ Coelum Australe Stelliferum ซึ่งแนะนำให้รู้จักกับกลุ่มดาวใหม่ 14 กลุ่ม ดังนั้นเมสซิเออจึงเพิ่มวัตถุที่มีความสว่างและวัตถุที่เป็นที่รู้จักเป็นอย่างดีลงในบัญชีของเขา

 

รูปที่ 9 นิโคแลส หลุย เดอ ลาไคลล์ (Nicolas Louis de Lacaille)

 

        ชาวกรีกและชาวโรมันโบราณ เห็นวัตถุท้องฟ้านี้เป็นรางใส่หญ้าของลาสองตัว ซึ่งเป็นดาว 2 ดวง ที่อยู่ใกล้ของวัตถุท้องฟ้านี้ คือ อาเซลลัสเหนือ (Asellus Borealis) และอาเซลลัสใต้ (Asellus Australis) เป็นเหมือนลาทั้งสองตัวที่กำลังกินหญ้าในรางนั้นอยู่ ลาทั้งสองตัวนี้เป็นพาหนะที่เทพเจ้าไดอะไนเซิสและเทพเจ้าไซเลนัสใช้ขี่ในการต่อสู้กับยักษ์ไททัน

 

รูปที่ 10 กระจุกดาวรวงผึ้ง

 

        กระจุกดาวรวงผึ้ง (Beehive Cluster) หรือที่รู้จักกันอีกชื่อหนึ่งว่าไพรซีพี (Praesepe : Pri-See-Pee) ซึ่งเป็นคำที่มาจากภาษาละตินมีความหมายว่ารางหญ้าและยังเป็นหนึ่งในบัญชีวัตถุท้องฟ้าที่แมสซิเอร์บันทึกไว้ อยู่ในลำดับที่ 44 และยังมีรหัสบัญชีอีก 2 อย่างที่ใช้เรียกกันคือ NGC 2632 และ Cr 189 กระจุกดาวนี้เป็นกระจุกเปิดในกลุ่มดาวปู และยังเป็นหนึ่งในกระจุกเปิดที่อยู่ใกล้กับระบบสุริยะมากที่สุด และภายในกระจุกดาวส่วนใหญ่ประกอบด้วยดาวฤกษ์ที่มีขนาดใหญ่กว่ากระจุกดาวอื่น ที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียง หากเราสังเกตกระจุกดาวรวงผึ้งด้วยตาเปล่าในช่วงที่สภาพอากาศเอื้อต่อการสังเกตจะเห็นกระจุกดาวรวงผึ้งคล้ายกับเนบิวลาหรือกลุ่มเมฆจาง ซึ่งกระจุกดาวนี้เป็นที่รู้จักกันมาตั้งแต่สมัยยุคกรีกโบราณ โดยนักดาราศาสตร์ยุคแรก เช่น ปโตเลมี เรียกกระจุกดาวนี้ว่ามวลเมฆในอกของปูและยังเป็นหนึ่งในวัตถุแรก ที่กาลิเลโอศึกษาด้วยกล้องโทรทรรศน์

        จากการศึกษาอายุของกระจุกดาวและลักษณะการเคลื่อนที่ของกระจุกดาวมีความสอดคล้องกันกับกระจุกดาวไฮยาเดสในกลุ่มดาววัว และกระจุกดาวทั้งสองยังอาจมีต้นกำเนิดมาจากที่แหล่งเดียวกัน จากการศึกษาวิวัฒนาการของดาวฤกษ์ในกระจุกดาวทั้งสอง พบว่ามีดาวยักษ์แดงและดาวแคระขาว ซึ่งเป็นดาวฤกษ์ที่มีช่วงวิวัฒนาการในระยะท้ายๆ จำนวนมาก ขณะเดียวกันภายในกระจุกดาวก็มีดาวฤกษ์อื่นที่ยังอยู่ในแถบลำดับหลักซึ่งมีค่าสเปกตรัมเป็นประเภท A F G K และ M อีกจำนวนหนึ่ง

        ในช่วงแรก ที่มีการศึกษาระยะห่างจากโลกถึงกระจุกดาวรวงผึ้งมีระยะทางประมาณ 520 – 610 ปีแสง ข้อมูลจากบัญชีของดาวเทียมฮิพพาร์คอส (Hipparcos Parallaxes) ในปี .. 2552 (.. 2009) ได้มีการปรับปรุงข้อมูล สีของดาวฤกษ์ ค่าความสว่าง และระยะทางของกระจุกดาวรวงผึ้งใหม่ โดยระยะทางของกระจุกดาวรวงผึ้งที่มีการปรับปรุงอยู่ห่างจากโลกประมาณ 593.6 ปีแสง มีเส้นผ่านศูนย์กลางของกระจุกดาวประมาณ 22.8 ปีแสง (7 พาร์เซก) และกระจุกดาวมีอายุประมาณ 600 ล้านปี ซึ่งเมื่อเทียบกับอายุของกระจุกดาวไฮยาเดส (~ 625 ล้านปี) มีค่าใกล้เคียงกัน

        ผู้สังเกตการณ์ที่อยู่แถวละติจูดเหนือจะสามารถสังเกตกลุ่มดาวปูในช่วงเย็นระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ถึงพฤษภาคม ในท้องฟ้าผู้สังเกตสามารถสังเกตการณ์กระจุกดาวรวงผึ้งได้ง่ายกว่าดาวฤกษ์หลัก ในกลุ่มดาวปู

 

มุมมองจากกล้องโทรทรรศน์ของกาลิเลโอ (The View from Galileo’s Telescope)

ในปี .. 2153 (.. 1610) กาลิเลโอสังเกตเนบิวลาไพรซีพี มีความหมายตรงกับคำว่ารางหญ้า (Manger)” ในภาษาละติน ซึ่งวัตถุนี้มีการมองเห็นบนท้องฟ้าและได้รับการบันทึกมาตั้งแต่สมัยโบราณก่อนที่กาลิเลโอจะทำการสังเกต และได้รับการอธิบายว่ามันคือเมฆหรือหมอกขนาดเล็ก เมื่อกาลิเลโอได้ทำการสังเกตวัตถุท้องฟ้านี้ผ่านกล้องโทรทรรศน์ ความจริงของเนบิวลาไพรซีพีก็ถูกเปิดเผย ว่าแท้จริงคือเป็นกลุ่มดาวระยิบระยับ ในปัจจุบันเนบิวลาไพรซีพีเป็นที่รู้จักกันดีในชื่อกระจุกดาวรวงผึ้ง

 

รูปที่ 11 ภาพวาดเนบิวลาไพรซีพีที่วาดโดยกาลิเลโอ ด้านบนของภาพเขียนคำว่า Nebulosa Praesepe 

 

        กาลิเลโอเป็นคนแรกที่ใช้กล้องโทรทรรศน์สังเกตการณ์กระจุกดาวรวงผึ้ง และยังสามารถแยกดาวฤกษ์ภายในกระจุกดาวรวงผึ้งพร้อมกับนับดาวในกระจุกดาวนี้ได้ประมาณ 36 ดวง จากการสังเกตนี้กาลิเลโอได้นำข้อมูลดังกล่าวเพื่อนำไปสนับสนุนการสังเกตกระจุกดาวลูกไก่และทางช้างเผือกที่เคยสังเกตก่อนหน้านี้ เอพภพในยุดนั้นคิดว่ามีดาวอยู่ไม่กี่พันดวง แต่จากการค้นพบของกาลิเลโอพบว่าแท้ที่จริงแล้วเอพภพประกอบด้วยดาวจำนวนนับไม่ถ้วน

        ภายในกลุ่มดาวปูยังมีกระจุกดาวอีกหนึ่งกระจุกซึ่งรู้จักกันในนามว่า M67 เป็นกระจุกดาวที่มีความสว่างน้อยกว่ากระจุกดาวรวงผึ้ง (M44) ส่วนใหญ่แล้วนักดูดาวจะชอบดูกระจุกดาวรวงผึ้งมากกว่า กระจุกดาว M67 เกิดจากเมฆก๊าซและฝุ่นในจานราบของกาแล็กซีทางช้างเผือก และยังมีความแตกต่างจากกระจุกดาวอื่น โดยกระจุกดาว M67 ตั้งอยู่สูงกว่าระนาบกาแล็กซี 2800 ปีแสงจากโลก

        กระจุกดาว M67 ยังคงสภาพสมบูรณ์ และมีอายุนานกว่า 4 พันล้านปี ซึ่งเป็นอายุที่ยาวนานเป็นพิเศษสำหรับกระจุกดาว (กระจุกดาวทั่วไปจะมีอายุเพียงแค่ประมาณ 10 ล้านปี) สาเหตุเนื่องมาจากว่ากระจุกดาวนี้อยู่ห่างไกลจากความโกลาหลภายในจานของกาแล็กซีทางช้างเผือกของเรา

        อายุของกระจุกดาว และโครงสร้างทางเคมีของดาวฤกษ์ภายในกระจุกดาวมีลักษณะคล้ายกับที่ดวงอาทิตย์ของเรา ซึ่งดวงอาทิตย์ของเรามีอายุประมาณ 4 พันล้านปี 

        นักดาราศาสตร์ยังพบดาวฝาแฝดที่มีลักษณะคล้ายกับดวงอาทิตย์ภายในกระจุกดาว และยังคาดเดาจากความคล้ายคลึงกันของดาว ซึ่งอาจเป็นไปได้ว่าดวงอาทิตย์ของเราอาจเคยเป็นดาวฤกษ์ที่อยู่ภายในกระจุกดาว M67 มาก่อน และพลัดหลงออกมาจากกระจุกดาวแม่กลายเป็นดาวเดี่ยวที่อยู่ในบริเวณจาน และโคจรอยู่รอบ ใจกลางกาแล็กซีทางช้างเผือก

 

รูปที่ 12 ดาวฤกษ์ที่อยู่ในกระจุกดาวเปิด M67 ในกลุ่มดาวปู ส่วนใหญ่เป็นดาวฤกษ์ที่มีลักษณะคล้ายกับดวงอาทิตย์ของเรา ภาพถ่ายโดย Bob Franke

 

        ในขณะที่นักดาราศาสตร์ส่วนใหญ่คิดว่า มีโอกาสที่ดวงอาทิตย์ของเรามีต้นกำเนิดมาจาก M67 ซึ่งเรารู้อยู่แล้วว่าดวงอาทตย์จะต้องเกิดมาจากกระจุกดาวที่คล้าย กัน ทำให้เราต้องศึกษาวัตถุ ในกลุ่มดาวปูเพิ่มเติม เพื่อเรียนรู้ว่าสถานที่กำเนิดของดวงอาทิตย์ที่จริงแล้วมีลักษณะอย่างไร

        หากมองกระจุกดาวนี้ผ่านกล้องสองตาจะเห็นเป็นฝ้า แต่ถ้ามองผ่านกล้องโทรทรรศน์จะเห็นดวงดาวหลายดวงได้อย่างชัดเจน ลองจินตนาการดูว่ามันเป็นแหล่งกำเนิดของดวงอาทิตย์ก็เป็นได้

 

ดาวฤกษ์ในกลุ่มดาวปู

        ท่ามกลางกลุ่มดาวปูซึ่งเป็นกลุ่มดาวเล็ก อาจไม่มีดาวที่มีความโดดเด่นเหมือนกลุ่มดาวอื่น ส่วนใหญ่แล้วเป็นดาวฤกษ์ที่มีความสว่างปรากฏที่มีค่าน้อยแต่ก็ยังสามารถมองเห็นด้วยตาเปล่าภายใต้ท้องฟ้าที่ดี จะสามารถสังเกตเห็นดาวฤกษ์ที่มีความสว่างมากที่สุดในกลุ่มดาวนี้ประมาณ 5 ดวง ดังนี้

 

ดาวเบต้า แคนคริ (Beta Cancri) 

        ดาวเบต้า แคนคริ อยู่ที่ตำแหน่งปลายขาของปูทางทิศใต้ ซึ่งดาวฤกษ์ที่มีความสว่างที่สุดในกลุ่มดาวนี้ เป็นดาวฤกษ์ยักษ์สีส้ม มีค่าความสว่างปรากฎ 3.53 ดาวดวงนี้ยังมีชื่อเรียกอีกอย่างว่า แทร์ฟ (Tarf) หรือ อัลแทร์ฟ (Altarf) ซึ่งเป็นภาษาอาหรับมีความหมายว่าตาของสิงโตเพราะในทางดาราศาสตร์ยุคแรกของชาวอาหรับกลุ่มดาวสิงโตมีขนาดพื้นที่บนท้องฟ้ากว้างกว่าปัจจุบันมาก ซึ่งกินพื้นที่ 1 ใน 3 ของท้องฟ้า ซึ่งดาว อาคทูรัส (Arcturus) และสไปกา (Spica) เป็นกระดูกหน้าแข้งของสิงโต ดาวเรกูลัสเป็นหน้าผาก หัวของกลุ่มดาวคู่เป็นหนึ่งในอุ้งเท้าหน้า กลุ่มดาวหมาเล็ก กลุ่มดาวนกกา และ กลุ่มดาวอื่น ก็เป็นส่วนหนึ่ง สิงโตของชาวอาหรับมีขนาดใหญ่มาก ชาวอาหรับเรียกว่าอซาด (Asad) บางครั้งเขียนเป็นอัสซาด (Assad) เป็นหนึ่งในหลายชื่อที่ให้ความหมายในภาษาอาหรับว่าสิงโตตัวผู้” 

        นอกจากนี้ยังพบว่าดาวอัลแทร์ฟยังเป็นระบบดาวคู่ที่ประกอบด้วยดาวหลักเป็นดาวดาวฤกษ์ยักษ์สีส้มและดาวรองเป็นแคระสีแดง แต่ดาวคู่ของระบบนี้มีความสว่างปรากฏน้อยมากซึ่งไม่สามารถเห็นผ่านกล้องสองตา หรือกล้องโทรทรรนศ์ขนาดเล็กได้ อยู่ห่างจากโลกออกไปประมาณ 290 ปีแสง 

 

ดาวอัลฟา แคนคริ (Alpha Cancri)

        ดาวฤกษ์ที่มีความสว่างรองลงมา คือดาวอัลฟา แคนคริ (Alpha Cancri) ซึ่งเป็นดาวหนึ่งในห้าดวงที่พอสามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าภายใต้สภาพท้องฟ้าที่ค่อนข้างดี และจากตารางของอัลฟอนซิน (Alfonsine tables) จากภาษาอาหรับอัล ซูบานา (Al Zubanah) ซึ่งมีความหมายว่าก้ามปูตำแหน่งของดาวดวงนี้อยู่ที่ก้ามทางทิศใต้ของปู ในศตวรรษที่ 17 นักดาราศาสตร์ชาวโรมันชื่อ พลิน (Pliny) ได้คัดลอกชื่อดาวมาจากภาษาอาหรับและเขียนเพิ่มเป็น อคูเบน (Acubene) และ อซูเบน (Azubene) ดาวฤกษ์ดวงนี้เป็นดาวสีน้ำเงินขาวมีค่าความสว่างปรากฎประมาณ 4.2 ถูกจัดเป็นดาวฤกษ์ที่มีสเปคตรัมชนิด A5m และดาวฤกษ์ดวงนี้มีค่าความส่องสว่างมากกว่าดวงอาทิตย์ถึง 23 เท่า ดาวอซูเบนนี้ยังเป็นระบบดาวฤกษ์ 3 ดวงที่โคจรรอบกัน ซึ่งประกอบด้วยดาวหลักอัลฟา แคนคริ เอ (Alpha Cancri A) และดาวรองอัลฟา แคนคริ บี (Alpha Cancri B) เป็นดาวที่มีค่าความสว่างปรากฎประมาณ 11 โดยดาวฤกษ์ทั้ง 2 ดวง อยู่ห่างกัน 11.3 อาร์ควินาที และจากการศึกษากราฟแสงของดาวอัลฟา แคนคริ เอ ในช่วงที่เกิดการบังกันพบว่าเป็นดาวคู่แบบใกล้ชิด (Close binary) ด้วยทั้ง 2 ดวง มีความสว่างที่ใกล้เคียงกันและอยู่ห่างกัน 0.1 อาร์ควินาที ระบบดาวอัลฟา แคนครินี้อยู่ห่างโลกไปประมาณ 174 ปีแสง 

 

ดาวแกมมา แคนคริ (Gamma Cancri)

        ดาวแกมมา แคนคริ หรือที่รู้จักกันในชื่อดาวอเซลลัส โบเรียลิส (Asellus Borealis) เป็นชื่อดาวที่มาจากภาษากรีกในช่วงศตวรรษที่ 2 ปโตเลมีนักดาราศาสตร์ชาวกรีกเรียกดาวดวงนี้ว่าดาวอเซลลี (Aselli) หรืออซินิ (Asini) คำว่าอเซลลัสเป็นเอกพจน์ของอเซลลีในภาษาละติน ปัจจุบันเป็นที่รู้จักกันแพร่หลายว่าเป็นลาโดยมีชื่อทั่วไปว่า ดาวลาทางเหนือ (Northern donkey) ซึ่งดาวดวงนี้เป็นดาวฤกษ์สีขาว มีค่าความสว่าง 4.7 อยู่ห่างจากโลกประมาณ 158 ปีแสง

 

ดาวเดลตา แคนคริ (Delta Cancri)

        ดาวเดลตา แคนคริ หรือที่รู้จักกันในชื่อดาวอเซลลัส ออสตราลิส (Asellus Australis) โดยมีชื่อทั่วไปว่า ดาวลาทางใต้ (Southern donkey) เป็นดาวฤกษ์ยักษ์สีส้ม มีค่าความสว่าง 3.9 อยู่ห่างจากโลกประมาณ 136 ปีแสง

ปรากฏการณ์ที่น่าสนใจในมีนาคม

วันที่ เดือน

เวลา (น.)

เหตุการณ์

1มีนาคม

15:01

- จันทร์ดับ

7มีนาคม

21:35

- ดวงจันทร์อยู่ใกล้ดาวอัลดีบาแรน 4.78 องศา

8มีนาคม

20:28

- จันทร์กึ่งแรก

10มีนาคม

21:35

- ดวงจันทร์อยู่ใกล้ดาวพฤหัสบดี 5.21 องศา

12มีนาคม

02:47

- ดวงจันทร์อยู่ไกลโลกที่สุดในรอบเดือน (ระยะทาง 405,395 กิโลเมตร)

14มีนาคม

19:30

- ดวงจันทร์อยู่ใกล้ดาวเรกูลัส 4.62 องศา

 

11:07

- ดาวพุธทำมุมห่าง 27.6 องศาตะวันตก

17มีนาคม

00:10

- จันทร์เพ็ญ

19มีนาคม

05:35

- ดวงจันทร์อยู่ใกล้ดาวอังคาร 4.02 องศา

 

05:55

- ดวงจันทร์อยู่ใกล้ดาวสไปกา 0.85 องศา

 

06:08

- ดาวพุธอยู่ที่จุดไกลดวงอาทิตย์ที่สุด (ประมาณ 0.47 AU)

20มีนาคม

23:55

- วันวสันตวิษุวัต(Vernal Equinox)

21มีนาคม

05:35

- ดวงจันทร์อยู่ใกล้ดาวเสาร์ 2.76 องศา

22มีนาคม

05:35

- ดวงจันทร์อยู่ใกล้ดาวแอนทาเรส 8.05 องศา

23มีนาคม

13:52

- ดาวศุกร์ทำมุมห่าง 46.6 องศาตะวันตก

24มีนาคม

08:47

- จันทร์กึ่งหลัง

27มีนาคม

04:00

- ดวงจันทร์อยู่ใกล้ดาวศุกร์ 5.83 องศา

29มีนาคม

01:35

- ดวงจันทร์อยู่ใกล้โลกที่สุดในรอบเดือน (ระยะทาง 365703 กิโลเมตร)

 

05:10

- ดวงจันทร์อยู่ใกล้ดาวพุธ 5.13 องศา

31มีนาคม

01:46

- จันทร์ดับ

 

20:12

- ดาวเคราะห์เคียงดาวชุมนุม (ดาวอังคารกับดาวสไปกาอยู่ใกล้กัน 4.91องศา)

 

        ในช่วงเดือนมีนาคม 2557 ช่วงหัวค่ำหลังจากดวงอาทิตย์ลับจากขอบฟ้าทางทิศตะวันตก เราจะสามารถสังเกตดวงจันทร์ในแต่ละวันได้โดยดวงจันทร์จะเคลื่อนที่เข้าใกล้ดาวเคราะห์ และดาวฤกษ์ที่สว่างบนท้องฟ้า เราเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า ดาวเคียงเดือน ซึ่งสามารถสังเกตตำแหน่งดวงจันทร์กับดาวดาวเคราะห์ และดาวฤกษ์ได้ตามรูปด้านล่าง

 

รูปที่ 13 ปรากฏการณ์ดาวเคราะห์เคียงเดือนในช่วงวันที่ 6 – 10 มีนาคม

 

รูปที่ 14 ปรากฏการณ์ดาวเคราะห์เคียงเดือนในช่วงวันที่ 17 – 23 มีนาคม

 

รูปที่ 15 ปรากฏการณ์ดาวเคราะห์เคียงเดือนในช่วงวันที่ 26 – 29 มีนาคม

ดาวเคราะห์ในเดือนมีนาคม 2557

        สำหรับในช่วงเดือนมีนาคมนี้เราสามารถสังเกตเห็นดาวเคราะห์ ได้ทั้งหมด 5 ดวง คือ ดาวพุธ ดาวศุกร์ ดาวอังคาร ดาวพฤหัสบดี และดาวเสาร์ ซึ่งทั้ง 5 ดวง เราสาสมารถทำการสังเกตได้ตลอดเดือนมีนาคมนี้ สามารถสังเกตเห็นในช่วงหัวค่ำ 1 ดวง คือดาวพฤหัสบดี ในช่วงดึกอีก 2 ดวง คือ ดาวอังคาร และดาวเสาร์ สำหรับดาวเคราะห์อีก 2 ดวง สามารถสังเกตเห็นได้ในช่วงเช้ามืด คือ ดาวพุธ และดาวศุกร์ 

 

รูปที่ 16 แสดงลักษณะปรากฏของดาวเคราะห์ในช่วงเดือนมีนาคม

 

การสังเกตดาวพุธ

        ในช่วงต้นเดือนมีนาคมผู้สังเกตการณ์สามารถทำการสังเกตการณ์ดาวพุธได้ในช่วงเช้ามืด ในกลุ่มดาวคนแบกหม้อน้ำ ซึ่งดาวพุธมีค่าความสว่างปรากฏระหว่าง 1.77 ถึง 1.22

 

ดาวเคราะห์ในเดือนมีนาคม 2557

เวลาขึ้นตก ของดาวพุธในเดือนมีนาคม .. 2557

เวลา ตำแหน่งพิกัดทางภูมิศาสตร์ : ละติจูด 1345.0 เหนือ ลองจิจูด 10031.0 ตะวันออก

(กรุงเทพมหานคร)

 

ดาวพุธขึ้น

ผ่านเส้นเมริเดียน

ดาวพุธตก

วันที่ เดือน

เวลา

มุมทิศ

เวลา

มุมทิศ

เวลา

มุมทิศ

1มีนาคม

05:22

104°

11:09

61°S

16:55

256°

2มีนาคม

05:19

104°

11:05

61°S

16:52

256°

3มีนาคม

05:16

104°

11:03

61°S

16:49

256°

4มีนาคม

05:14

104°

11:00

61°S

16:47

256°

5มีนาคม

05:12

105°

10:58

61°S

16:44

255°

6มีนาคม

05:10

105°

10:56

61°S

16:43

255°

7มีนาคม

05:08

105°

10:55

61°S

16:41

255°

8มีนาคม

05:07

105°

10:54

61°S

16:40

255°

9มีนาคม

05:06

105°

10:53

61°S

16:39

255°

10มีนาคม

05:05

105°

10:52

61°S

16:39

256°

11มีนาคม

05:05

104°

10:51

61°S

16:38

256°

12มีนาคม

05:04

104°

10:5

61°S

16:38

256°

13มีนาคม

05:04

104°

10:51

61°S

16:38

256°

14มีนาคม

05:04

104°

10:51

61°S

16:39

256°

15มีนาคม

05:04

104°

10:51

62°S

16:39

256°

16มีนาคม

05:04

104°

10:52

62°S

16:40

257°

17มีนาคม

05:04

103°

10:52

62°S

16:41

257°

18มีนาคม

05:04

103°

10:53

62°S

16:42

257°

19มีนาคม

05:04

103°

10:53

63°S

16:43

257°

20มีนาคม

05:05

102°

10:54

63°S

16:44

258°

21มีนาคม

05:05

102°

10:55

63°S

16:45

258°

22มีนาคม

05:06

102°

10:56

64°S

16:47

259°

23มีนาคม

05:07

101°

10:57

64°S

16:48

259°

24มีนาคม

05:07

101°

10:59

65°S

16:50

259°

25มีนาคม

05:08

100°

11:00

65°S

16:52

260°

26มีนาคม

05:09

100°

11:01

65°S

16:54

260°

27มีนาคม

05:10

99°

11:03

66°S

16:56

261°

28มีนาคม

05:11

99°

11:04

66°S

16:58

261°

29มีนาคม

05:12

98°

11:06

67°S

17:00

262°

30มีนาคม

05:13

98°

11:08

67°S

17:02

262°

31มีนาคม

05:14

97°

11:09

68°S

17:05

263°

 
 

การสังเกตดาวศุกร์

        สำหรับการสังเกตการณ์ดาวศุกร์ในเดือนมีนาคม เราสามารถสังเกตเห็นดาวศุกร์ในช่วงเช้ามืดซึ่งดาวศุกร์จะเริ่มขึ้นจากขอบฟ้าทิศตะวันออก โดยดาวศุกร์จะปรากฏอยู่ในบริเวณกลุ่มดาวมกร และผู้สังเกตยังจะได้เห็นดาวศุกร์ ดาวศุกร์จะมีค่าความสว่างปรากฏอยู่ที่ระหว่าง – 3.81 ถึง – 3.6

 

เวลาขึ้นตก ของดาวศุกร์ในเดือนมีนาคม .. 2557

เวลา ตำแหน่งพิกัดทางภูมิศาสตร์ : ละติจูด 1345.0 เหนือ ลองจิจูด 10031.0 ตะวันออก

(กรุงเทพมหานคร)

 

ดาวศุกร์ขึ้น

ผ่านเส้นเมริเดียน

ดาวศุกร์ตก

วันที่ เดือน

เวลา

มุมทิศ

เวลา

มุมทิศ

เวลา

มุมทิศ

1มีนาคม

03:54

107°

09:38

58°S

15:22

253°

2มีนาคม

03:53

107°

09:37

58°S

15:21

253°

3มีนาคม

03:53

107°

09:37

58°S

15:21

253°

4มีนาคม

03:52

107°

09:36

59°S

15:20

253°

5มีนาคม

03:51

107°

09:36

59°S

15:20

253°

6มีนาคม

03:51

107°

09:35

59°S

15:19

253°

7มีนาคม

03:50

107°

09:35

59°S

15:19

253°

8มีนาคม

03:50

107°

09:34

59°S

15:19

253°

9มีนาคม

03:49

107°

09:34

59°S

15:19

253°

10มีนาคม

03:49

107°

09:34

59°S

15:18

253°

11มีนาคม

03:49

106°

09:33

59°S

15:18

254°

12มีนาคม

03:48

106°

09:33

59°S

15:18

254°

13มีนาคม

03:48

106°

09:33

59°S

15:18

254°

14มีนาคม

03:48

106°

09:33

59°S

15:18

254°

15มีนาคม

03:48

106°

09:33

59°S

15:18

254°

16มีนาคม

03:47

106°

09:33

60°S

15:18

254°

17มีนาคม

03:47

106°

09:33

60°S

15:18

254°

18มีนาคม

03:47

106°

09:33

60°S

15:18

255°

19มีนาคม

03:47

105°

09:33

60°S

15:19

255°

20มีนาคม

03:47

105°

09:33

60°S

15:19

255°

21มีนาคม

03:46

105°

09:33

60°S

15:19

255°

22มีนาคม

03:46

105°

09:33

61°S

15:19

255°

23มีนาคม

03:46

105°

09:33

61°S

15:20

255°

24มีนาคม

03:46

104°

09:33

61°S

15:20

256°

25มีนาคม

03:46

104°

09:33

61°S

15:20

256°

26มีนาคม

03:46

104°

09:33

61°S

15:21

256°

27มีนาคม

03:46

104°

09:33

62°S

15:21

256°

28มีนาคม

03:46

104°

09:34

62°S

15:22

256°

29มีนาคม

03:46

103°

09:34

62°S

15:22

257°

30มีนาคม

03:45

103°

09:34

62°S

15:22

257°

31มีนาคม

03:45

103°

09:34

62°S

15:23

257°

 
 

การสังเกตดาวอังคาร

        ในเดือนมีนาคมนี้ผู้สังเกตจะสามารถมองเห็นดาวอังคารได้ โดยดาวอังคารจะเริ่มโผล่พ้นขอบฟ้าออกมาในเวลา 21:39 . พร้อมกับกลุ่มดาวหญิงสาว และถ้าหากผู้สังเกตมองดาวอังคารผ่านกล้องโทรทรรศน์กลางจะสามารถมองเห็นขั้วน้ำแข็งบนดาวอังคารได้ และสำหรับค่าความสว่างปรากฏของดาวอังคารในช่วงเดือนมีนาคมนี้อยู่ที่ระหว่าง - 0.26 ถึง - 0.85

 

เวลาขึ้นตก ของดาวอังคารในเดือนกุมพาพันธ์ .. 2557

เวลา ตำแหน่งพิกัดทางภูมิศาสตร์ : ละติจูด 1345.0 เหนือ ลองจิจูด 10031.0 ตะวันออก

(กรุงเทพมหานคร)

 

ดาวอังคารขึ้น

ผ่านเส้นเมริเดียน

ดาวอังคารตก

วันที่ เดือน

เวลา

มุมทิศ

เวลา

มุมทิศ

เวลา

มุมทิศ

1มีนาคม

21:39

98°

03:36

67°S

09:29

262°

2มีนาคม

21:35

98°

03:32

67°S

09:25

262°

3มีนาคม

21:31

98°

03:28

67°S

09:21

262°

4มีนาคม

21:27

98°

03:24

67°S

09:17

262°

5มีนาคม

21:23

98°

03:20

67°S

09:13

262°

6มีนาคม

21:19

98°

03:16

67°S

09:09

262°

7มีนาคม

21:15

98°

03:12

67°S

09:05

262°

8มีนาคม

21:10

98°

03:08

67°S

09:00

262°

9มีนาคม

21:06

98°

03:03

67°S

08:56

262°

10มีนาคม

21:02

98°

02:59

67°S

08:52

262°

11มีนาคม

20:57

98°

02:55

67°S

08:48

262°

12มีนาคม

20:53

98°

02:50

67°S

08:43

262°

13มีนาคม

20:48

98°

02:46

67°S

08:39

262°

14มีนาคม

20:44

98°

02:41

67°S

08:34

262°

15มีนาคม

20:39

98°

02:37

68°S

08:30

262°

16มีนาคม

20:34

98°

02:32

68°S

08:25

262°

17มีนาคม

20:30

97°

02:28

68°S

08:21

262°

18มีนาคม

20:25

97°

02:23

68°S

08:16

263°

19มีนาคม

20:20

97°

02:18

68°S

08:12

263°

20มีนาคม

20:15

97°

02:13

68°S

08:07

263°

21มีนาคม

20:10

97°

02:09

68°S

08:02

263°

22มีนาคม

20:05

97°

02:04

68°S

07:57

263°

23มีนาคม

20:00

97°

01:59

68°S

07:53

263°

24มีนาคม

19:55

97°

01:54

68°S

07:48

263°

25มีนาคม

19:50

97°

01:49

68°S

07:43

263°

26มีนาคม

19:45

97°

01:44

68°S

07:38

263°

27มีนาคม

19:40

97°

01:39

68°S

07:33

263°

28มีนาคม

19:34

96°

01:34

69°S

07:28

263°

29มีนาคม

19:29

96°

01:29

69°S

07:23

264°

30มีนาคม

19:24

96°

01:23

69°S

07:18

264°

31มีนาคม

19:18

96°

01:18

69°S

07:13

264°

 
 

การสังเกตดาวพฤหัสบดี

        สำหรับการสังเกตดาวพฤหัสบดีราชาแห่งดาวเคราะห์ในเดือนมีนาคมนี้ผู้สังเกตจะสามารถสังเกตดาวพฤหัสบดีปรากฏขึ้นจากขอบฟ้าทางด้านทิศตะวันออกพร้อมกับกลุ่มดาวคนคู่ ในช่วงเวลาประมาณ 14:05 และสามารถสังเกตเห็นดาวดาวพฤหัสบดีในช่วงหัวค่ำ สำหรับค่าความสว่างปรากฏของดาวพฤหัสบดีช่วงเดือนมีนาคมนี้อยู่ที่ระหว่าง – 1.58 ถึง – 1.80

 

เวลาขึ้นตก ของดาวพฤหัสบดีในเดือนมีนาคม .. 2557

เวลา ตำแหน่งพิกัดทางภูมิศาสตร์ : ละติจูด 1345.0 เหนือ ลองจิจูด 10031.0 ตะวันออก

(กรุงเทพมหานคร)

 

ดาวพฤหัสบดีขึ้น

ผ่านเส้นเมริเดียน

ดาวพฤหัสบดีตก

วันที่ เดือน

เวลา

มุมทิศ

เวลา

มุมทิศ

เวลา

มุมทิศ

1มีนาคม

14:05

66°

20:33

82°N

03:04

294°

2มีนาคม

14:01

66°

20:29

82°N

03:01

294°

3มีนาคม

13:57

66°

20:25

82°N

02:57

294°

4มีนาคม

13:53

66°

20:21

82°N

02:53

294°

5มีนาคม

13:49

66°

20:17

82°N

02:49

294°

6มีนาคม

13:45

66°

20:13

82°N

02:45

294°

7มีนาคม

13:41

66°

20:09

82°N

02:41

294°

8มีนาคม

13:37

66°

20:05

82°N

02:37

294°

9มีนาคม

13:33

66°

20:01

82°N

02:33

294°

10มีนาคม

13:29

66°

19:57

82°N

02:29

294°

11มีนาคม

13:25

66°

19:53

82°N

02:25

294°

12มีนาคม

13:21

66°

19:49

82°N

02:21

294°

13มีนาคม

13:18

66°

19:46

82°N

02:17

294°

14มีนาคม

13:14

66°

19:42

82°N

02:14

294°

15มีนาคม

13:10

66°

19:38

82°N

02:10

294°

16มีนาคม

13:06

66°

19:34

82°N

02:06

294°

17มีนาคม

13:02

66°

19:30

82°N

02:02

294°

18มีนาคม

12:59

66°

19:27

82°N

01:58

294°

19มีนาคม

12:55

66°

19:23

82°N

01:55

294°

20มีนาคม

12:51

66°

19:19

82°N

01:51

294°

21มีนาคม

12:47

66°

19:15

82°N

01:47

294°

22มีนาคม

12:44

66°

19:12

82°N

01:43

294°

23มีนาคม

12:40

66°

19:08

82°N

01:40

294°

24มีนาคม

12:36

66°

19:04

82°N

01:36

294°

25มีนาคม

12:33

66°

19:01

82°N

01:32

294°

26มีนาคม

12:29

66°

18:57

82°N

01:29

294°

27มีนาคม

12:25

66°

18:53

82°N

01:25

294°

28มีนาคม

12:22

66°

18:50

82°N

01:21

294°

29มีนาคม

12:18

66°

18:46

82°N

01:18

294°

30มีนาคม

12:14

66°

18:42

82°N

01:14

294°

31มีนาคม

12:11

66°

18:39

82°N

01:10

294°

 
 

การสังเกตดวงจันทร์ของดาวพฤหัสบดี

        การสังเกตดวงจันทร์ของดาวพฤหัสบดีในช่วงเดือนมีนาคม ซึ่งตำแหน่งของดวงจันทร์จะมีความแตกต่างกันไป ซึ่งในแต่ละคืนอาจเกิดปรากฏการณ์บนดาวพฤหัสบดี เช่น อุปราคาบนดาวพฤหัสบดี เกิดจากเงาของดวงจันทร์ของดาวพฤหัสบดีเอง เมื่อผู้สังเกตดูปรากฏการณ์นี้ผ่านกล้องโทรทรรศน์จะเห็นเป็นจุดสีดำบนดาวพฤหัสบดี

 

รูปที่ 17 แสดงตำแหน่งดวงจันทร์ของดาวพฤหัสบดีในช่วงเดือนมีนาคม

 

การสังเกตดาวเสาร์

        การสังเกตดาวเสาร์ในช่วงต้นเดือนมีนาคมนี้ผู้สังเกตสามารถสังเกตได้ โดยดาวเสาร์จะเริ่มโผล่พ้นขอบฟ้าออกมาในเวลา 23:28 . พร้อมกับกลุ่มดาวคันชั่ง และสามารถสังเกตดาวเสาร์ไปจนถึงช่วงดึกๆ และสำหรับค่าความสว่างปรากฏของดาวพฤหัสบดีช่วงเดือนมีนาคมนี้อยู่ที่ระหว่าง 1.16 ถึง 0.75

 

เวลาขึ้นตก ของดาวเสาร์ในเดือนมีนาคม .. 2557

เวลา ตำแหน่งพิกัดทางภูมิศาสตร์ : ละติจูด 1345.0 เหนือ ลองจิจูด 10031.0 ตะวันออก

(กรุงเทพมหานคร)

 

ดาวเสาร์ขึ้น

ผ่านเส้นเมริเดียน

ดาวเสาร์ตก

วันที่ เดือน

เวลา

มุมทิศ

เวลา

มุมทิศ

เวลา

มุมทิศ

1มีนาคม

23:28

107°

05:16

59°S

10:59

253°

2มีนาคม

23:24

107°

05:12

59°S

10:55

253°

3มีนาคม

23:20

107°

05:08

59°S

10:51

253°

4มีนาคม

23:16

107°

05:04

59°S

10:47

253°

5มีนาคม

23:12

107°

05:00

59°S

10:43

253°

6มีนาคม

23:08

107°

04:56

59°S

10:39

253°

7มีนาคม

23:04

107°

04:52

59°S

10:35

253°

8มีนาคม

23:00

107°

04:48

59°S

10:31

253°

9มีนาคม

22:56

107°

04:44

59°S

10:28

253°

10มีนาคม

22:52

107°

04:40

59°S

10:24

253°

11มีนาคม

22:48

107°

04:36

59°S

10:20

253°

12มีนาคม

22:44

107°

04:32

59°S

10:16

253°

13มีนาคม

22:40

107°

04:28

59°S

10:12

253°

14มีนาคม

22:36

107°

04:24

59°S

10:08

253°

15มีนาคม

22:32

107°

04:20

59°S

10:04

253°

16มีนาคม

22:28

107°

04:16

59°S

10:00

253°

17มีนาคม

22:24

107°

04:12

59°S

09:56

253°

18มีนาคม

22:20

107°

04:08

59°S

09:52

253°

19มีนาคม

22:16

107°

04:04

59°S

09:48

253°

20มีนาคม

22:12

107°

04:00

59°S

09:44

253°

21มีนาคม

22:08

107°

03:56

59°S

09:39

253°

22มีนาคม

22:04

107°

03:52

59°S

09:35

253°

23มีนาคม

22:00

107°

03:48

59°S

09:31

253°

24มีนาคม

21:56

107°

03:44

59°S

09:27

253°

25มีนาคม

21:52

107°

03:40

59°S

09:23

253°

26มีนาคม

21:48

107°

03:36

59°S

09:19

253°

27มีนาคม

21:44

107°

03:31

59°S

09:15

253°

28มีนาคม

21:40

107°

03:27

59°S

09:11

253°

29มีนาคม

21:35

107°

03:23

59°S

09:07

253°

30มีนาคม

21:31

107°

03:19

59°S

09:03

253°

31มีนาคม

21:27

106°

03:15

59°S

08:59

254°

 

 

ความสุขของคนดูดาว คือ การที่ได้เฝ้ามองท้องฟ้าอันสวยงาม

 

กรกมล ศรีบุญเรือง

นักวิชาการ

สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน)

Additional information