ตั้งเป้าถ่ายดาวหมุนทั้งที ต้องถ่ายที่ละติจูดต่างกัน (Star Trails Different Latitude)

Share

ตั้งเป้าถ่ายดาวหมุนทั้งที ต้องถ่ายที่ละติจูดต่างกัน (Star Trails Different Latitude)

สำหรับคอลัมน์นี้ผมขอเสนอไอเดียสำหรับใครที่อาจมีโอกาสเดินทางไปต่างประเทศบ่อยๆ และชอบการถ่ายภาพดวงดาวหรือภาพดาราศาสตร์ หากพอมีเวลาในช่วงกลางคืนอย่างน้อยสักหนึ่งชั่วโมง ลองหาโอกาสออกไปถ่ายภาพดาวหมุน หรือภาพ Startrails ในสถานที่ที่ไม่จำเป็นต้องมืดมากหรือไกลตัวเมืองมากนักกันได้นะครับ เพราะทุกภาพที่เราถ่ายได้ในแต่ละสถานที่ที่มีละติจูดต่างกันนั้น ขั้วเหนือของท้องฟ้าหรือลักษณะการคลื่อนที่ของทรงกลมท้องฟ้าที่แตกต่างกันออกไปด้วยครับ

 

        จริงๆ แล้วสมัยนี้หลายคนมักหาโอกาสเดินทางไปเที่ยวต่างประเทศกันบ่อยๆ และภาพที่ถ่ายกลับมาก็มักจะเป็นสถานที่ท่องเที่ยวของประเทศนั้นๆ เมืองนั้นๆ ซึ่งก็มีหลายคนเค้าถ่ายกันทั่วไป (ดูไม่เทห์ มันดูไม่ Cool) หากวันนี้เราลองเปลี่ยนแนวตั้งเป้าว่า หากมีโอกาสได้เดินทางไปสถานที่อื่นๆ ก็ลองถ่ายการเคลื่อนที่ของดวงดาวในเมืองนั้นเก็บไว้เป็นคอเลคชั่นกันครับ เช่น บางคนอยู่ทางภาตใต้ก็ลองถ่ายภาพดาวหมุนที่ละติจูดต่ำๆ เก็บไว้ และเมื่อไหร่มีโอกาสเดินทางมาทางภาคเหนือบ้างก็ลองหาเวลาถ่ายภาพดาวหมุนที่ละติจูดสูงขึ้น เก็บไว้เป็นคอลเลคชั่นภาพดาวหมุนได้เช่นกันครับ และหากไปสถานที่อื่นๆ ประเทศอื่นๆ ที่มีตำแหน่งละติจูดที่ต่างกัน ก็ถ่ายภาพเก็บเอาไว้ได้ครับ พอเราเอาภาพที่ถ่ายไว้หลายๆสถานที่มาดู ก็จะเห็นความสวยงามและความแตกต่างของการเคลื่อนที่และตำแหน่งของดวงดาวที่ต่างกันครับ

        โดยในการถ่ายภาพนั้น เราไม่จำเป็นว่าต้องถ่ายแต่ทางทิศเหนือหรือขั้วเหนือท้องฟ้าอย่างเดียวครับ ทิศตะวันออกหรือทิศตะวันออก ก็สามารถถ่ายภาพให้เห็นถึงทิศทางการเคลื่อนที่ของทรงกลมท้องฟ้าที่แตกต่างกันในแต่ละ ละติจูดได้เช่นเดียวกันครับ ดังภาพตัวอย่างด้านล่าง

 

ภาพจำแสดงทิศทางการเคลื่อนที่ของดวงดาวบนทรงกลมท้องฟ้าในทิศต่างๆ

 

มาศึกษาความรู้เรื่องการเคลื่อนที่ของทรงกลมท้องฟ้า กันหน่อย

        การเคลื่อนที่ของทรงกลมท้องฟ้า (Celestial sphere) แท้จริงแล้วเกิดจากการหมุนรอบตัวเองของโลก ไม่ใช่การหมุนของทรงกลมฟ้า เมื่อมองจากพื้นโลกเราจะเห็นทรงกลมท้องฟ้าเคลื่อนที่จากทิศตะวันออก-ไปยังทิศตะวันตก โดยเราสมมติให้ทรงกลมท้องฟ้าเป็นทรงกลมสมมติขนาดใหญ่มีรัศมีอนันต์ โดยมีโลกอยู่ที่จุดศูนย์กลาง โลกถูกห่อหุ้มด้วยทรงกลมท้องฟ้า ซึ่งประกอบด้วยดาวฤกษ์ทั่วทั้งท้องฟ้า 

        ทรงกลมท้องฟ้าหมุนรอบโลก 1 รอบ ใช้เวลา 1 วัน (24 ชั่วโมง) ทำให้เรามองเห็นดาวฤกษ์เคลื่อนที่ไปตามทรงกลมท้องฟ้าด้วยอัตรา 15 องศาต่อชั่วโมง (360°/24 ชั่วโมง = 15 องศา)

        ดังนั้นหากเราต้องการภาพเส้นแสงดาวที่มีความยาวมากๆ ก็ต้องใช้เวลาในการถ่ายภาพนานขึ้นตามการเคลื่อนที่ของทรงกลมท้องฟ้านั้นเองครับ

        ปัจจุบันนักดาราศาสตร์ยังคงใช้ทรงกลมท้องฟ้า เป็นเครื่องมือในการระบุตำแหน่งทางดาราศาสตร์ เพราะง่ายต่อการระบุพิกัด หรือเปรียบเทียบตำแหน่งของวัตถุท้องฟ้า และสังเกตการเคลื่อนที่ของวัตถุเหล่านั้นได้ง่ายขึ้น

        เมื่อมองจากพื้นโลกเราจะเห็นทรงกลมท้องฟ้าเคลื่อนที่จากทิศตะวันออกไปยังทิศตะวันตก อย่างไรก็ตามเนื่องจากโลกของเราเป็นทรงกลม ดังนั้นมุมมองของการเคลื่อนที่ของทรงกลมท้องฟ้า ย่อมขึ้นอยู่กับตำแหน่งละติจูดของผู้สังเกตนั่นเองครับ 

 

ถ้าผู้สังเกตการณ์อยู่บนเส้นศูนย์สูตร หรือละติจูด 0° ขั้วฟ้าเหนือจะอยู่ที่ขอบฟ้าด้านทิศเหนือพอดี

 

ถ้าผู้สังเกตการณ์อยู่ที่ละติจูดสูงขึ้นไป เช่น ละติจูด 15° ขั้วฟ้าเหนือจะอยู่สูงจากขอบฟ้า 15°

 

ถ้าผู้สังเกตการณ์อยู่ที่ขั้วโลกเหนือหรือละติจูด 45° ขั้วฟ้าเหนือจะอยู่สูงจากขอบฟ้า 45°

 

ถ้าผู้สังเกตการณ์อยู่ที่ขั้วโลกเหนือหรือละติจูด 90° ขั้วฟ้าเหนือจะอยู่สูงจากขอบฟ้า 90°

 

        เราสามารถสรุปได้ว่า ถ้าผู้สังเกตการณ์อยู่ที่ละติจูดเท่าใดขั้วฟ้าเหนือจะอยู่สูงจากขอบฟ้าเท่ากับละติจูดนั้น นั่นเองครับ

 

เทคนิคและวิธีการถ่ายภาพ

1. หาตำแหน่งขั้วเหนือท้องฟ้าจากกลุ่มดาวหมีใหญ่ หรือกลุ่มดาวค้างคาว

2. ถ่ายภาพด้วยโหมดแมนนวล (M)

3. ใช้วิธีการถ่ายภาพแบบต่อเนื่อง (Continuous)  โดยทั่วไปมักนิยมใช้เวลาในการเปิดหน้ากล้อง 30 วินาที และถ่ายภาพต่อเนื่องเรื่อยๆ แล้วนำภาพมาต่อกันเพื่อให้ได้ภาพเส้นแสงดาว (วิธีนี้ต้องใช้สายลั่นชัตเตอร์รวมในการถ่ายภาพ หากในกล้องไม่มีระบบถ่ายภาพต่อเนื่องอัตโนมัติ)

4. ปิดระบบการกำจัดสัญญาณรบกวน (Noise reduction) เพื่อให้กล้องสามารถถ่ายภาพต่อเนื่องไปเรื่อยๆ และไม่ทำให้เส้นแสงดาวขาดหายไป

5. ไม่ใช้ระบบล็อคกระจกสะท้อนภาพ

6. ปิดระบบออโต้โฟกัส พร้อมทั้งปรับโฟกัสของเลนส์ที่ระยะไกลสุด (อินฟินิตี้)โดยเช็คดูว่าภาพดาวคมชัดและเล็กที่สุดหรือไม่ ด้วยจอภาพหลังกล้อง

7. ค่าความไวแสงอาจเริ่มถ่ายตั้งแต่ ISO 1000 เป็นค่าตั้งต้น และสามารถปรับเพิ่มหรือลดลง ตามสภาพแสงของสถานที่นั้นๆ ซึ่งสิ่งสำคัญคือภาพต้องเห็นจุดดาวและฉากหน้าได้พอสมควร ไม่สว่างหรือมืดเกินไป

8. เมื่อเช็คมุมและค่าที่จะใช้ในการถ่ายภาพแล้ว ก่อนเริ่มถ่ายแบบต่อเนื่อง ควรถ่ายภาพ Dark Frame คือภาพที่ถ่ายด้วยค่าแบบเดียวกับที่เราจะใช้ถ่ายดาว แต่ให้ปิดฝาหน้ากล้องไว้ โดยถ่ายไว้ก่อนประมาณ 5 ภาพ แล้วจึงเริ่มถ่ายภาพเส้นแสงดาวตลอดทั้งคืน หรือจนแบตเตอรี่จะหมด

9. ถ่ายภาพด้วยไฟล์ RAW เพื่อความยืดหยุ่นในการนำภาพมาปรับในภายหลัง

 

ภาพถ่ายเส้นแสงดาวจาก บริเวณ ยอดดอยอินทนนท์ ประเทศไทย ละติจูดที่ 18 องศาเหนือ

(ภาพโดย : ศุภฤกษ์ คฤหานนท์ / Camera : Canon 1DX / Lens : Canon EF 15mm f/2.8 Fisheye / Focal length : 15 mm. / Aperture : f/4.5 / ISO : 400 / Exposure : 300 sec x 44 Images (3h40m))

 

ภาพถ่ายเส้นแสงดาวจาก บริเวณหอดูดาว Bisei Observatory ประเทศญี่ปุ่น ละติจูดที่ 34 องศาเหนือ

(ภาพโดย : ศุภฤกษ์ คฤหานนท์ / Camera : Canon 5D Mark IV / Lens : Canon EF16-35mm f/2.8L II USM / Focal length : 16 mm. / Aperture : f/2.8 / ISO : 100 / Exposure : 20 sec x 236 Images (1h18m))

 

ภาพถ่ายเส้นแสงดาวจาก บริเวณ Death valley ประเทศสหรัฐอเมริกา ละติจูดที่ 36 องศาเหนือ

(ภาพโดย : ศุภฤกษ์ คฤหานนท์ / Camera : Canon 1DX / Lens : Canon EF16-35mm f/2.8L II USM / Focal length : 16 mm. / Aperture : f/4.0 / ISO : 1000 / Exposure : 180 sec x 62 Images (3h6m))

 

ภาพถ่ายเส้นแสงดาว ณ เมืองโอเรกอน สหรัฐอเมริกา ละติจูดที่ 42 องศาเหนือ

(ภาพโดย : ศุภฤกษ์ คฤหานนท์ / Camera : Canon 1DX / Lens : Canon EF16-35mm f/2.8L II USM / Focal length : 16 mm. / Aperture : f/2.8 / ISO : 200 / Exposure : 181 sec x 66 Images (3h19m))