การระเบิดรังสีแกมมา (Gamma-ray bursts)

Share

Gamma-ray bursts  (GRBs) หรือการระเบิดรังสีแกมมา เป็นการระบิดในช่วงเวลาสั้นๆพร้อมกับปล่อยรังสีแกมมาออกมาด้วย ส่วนใหญ่เกิดจากการระเบิดใหญ่ของดาวในกาแล็กซีที่อยู่ไกลออกไปในอวกาศ และพลังงานที่ปล่อยออกมาจะอยู่ในรูปของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าย่านรังสีแกมมาซึ่งเป็นพลังงานที่สูงที่สุด แต่ไม่สามารถรับรู้ได้ด้วยตาเหมือนกับแสง การระเบิดแต่ละครั้งจะรุนแรงกว่า 100 เท่าของซูเปอร์โนวา(supernova)

หรือพลังงานประมาณล้านล้านล้านเท่าของดวงอาทิตย์ในปัจจุบัน การเกิดแต่ละครั้งจะกินเวลานานตั้งแต่ระดับมิลลิวินาที (หนึ่งส่วนพันของวินาที) จนถึงระดับนาที หลังการระเบิดครั้งแรกจะตามด้วยการปลดปล่อยพลังงานที่มีความยาวคลื่นยาวกว่าและนานกว่าที่เรียกว่า afterglowเช่น รังสีเอกซ์ อัลตราไวโอเลต ช่วงคลื่นแสง อินฟราเรดและวิทยุ

 

ภาพวาดแสดงการระเบิดรังสีแกมมาที่บริเวณก่อกำเนิดดาว เป็นพลังงานลำแคบๆที่พุ่งออกจากขั้วทั้งสองข้างของดาว
(ที่มา: http://en.wikipedia.org/wiki/Gamma-ray_burst)

 

ความเป็นมา

            การระเบิดรังสีแกมมาที่มาจากอวกาศถูกตรวจพบครั้งแรกเมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2510 จากดาวเทียมทางทหารของสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีอุปกรณ์ตรวจจับรังสีแกมมาประสิทธิภาพสูงเพื่อใช้ในการตรวจจับรังสีแกมมาที่เกิดจากการลักลอบทดลองอาวุธนิวเคลียร์ เพราะการระเบิดของนิวเคลียร์จะปล่อยรังสีแกมมาออกมาด้วย และตอนนั้นสหรัฐอเมริกาสงสัยว่าสหภาพโซเวียต(หรือรัสเซียในปัจจุบัน) จะลอบทดลองนิวเคลียร์ การตรวจพบรังสีแกมมาครั้งนั้นไม่เหมือนสัญญาณที่ได้จากอาวุธนิวเคลียร์ที่เคยรู้จักมาก่อน ทำให้ต้องวิเคราะห์ข้อมูลอย่างละเอียดจนแน่ใจว่าเป็นการระเบิดที่มาจากนอกระบบสุริยะของเรา แต่ข้อมูลดังกล่าวพึ่งจะเปิดเผยให้คนทั่วไปทราบเมื่อปีพ.ศ.2516

ประเภทของ GRBs

            จากปริศนาการระเบิดรังสีแกมมานี้ ทำให้นักวิทยาศาสตร์เริ่มศึกษาเรื่องดังกล่าวอย่างจริงจัง มีการสร้างเครื่องมือทั้งดาวเทียมและการสังเกตการณ์ภาคพื้นดิน รวมทั้งตั้งทฤษฎีอธิบายแตกต่างกันหลายแนวคิด บางกลุ่มเชื่อว่ารังสีนี้มาจากพลังงานลำแคบๆที่ปลดปล่อยออกมาในช่วงที่ดาวกำลังยุบตัวเป็นหลุมดำ (Black Hole) นักดาราศาสตร์กลุ่มนี้จึงคิดว่าทุกครั้งที่เราได้รับสัญญาณจากการระเบิดรังสีแกมมา นั่นหมายถึงการกำเนิดของหลุมดำด้วย นักดาราศาสตร์อีกกลุ่มกลับเชื่อว่าเกิดจากการชนกันของดาวนิวตรอน 2 ดวงที่เป็นระบบดาวคู่แล้วปล่อยรังสีแกมมาออกมา

ตัวอย่างกราฟแสงจากการระเบิดรังสีแกมมาที่สังเกตการณ์ได้
(ที่มา: http://en.wikipedia.org/wiki/Gamma-ray_burst)

 

ข้อมูลกราฟแสงจากการระเบิดรังสีแกมมาที่สังเกตการณ์ได้ บางส่วนมีความยุ่งเหยิงและซับซ้อนมากจนไม่สามารถสังเกตเห็นรูปแบบที่แน่นอนของมันได้ แต่โดยทั่วไปก็สามารถแบ่งได้เป็น 2 ประเภทหลักตามความยาวนานของเวลาที่เกิดเหตุการณ์ ได้แก่ GRBs แบบยาวและ GRBs แบบสั้น
 

1) Long gamma-ray bursts (GRBs แบบยาว)

     การระเบิดรังสีแกมมาส่วนใหญ่ที่สังเกตการณ์ได้ จะเกิดขึ้นโดยใช้เวลานานกว่า 2 วินาทีและจัดเป็น GRBs แบบยาว ซึ่งมีแนวโน้มที่ afterglow จะชัดเจนที่สุด ทำให้สามารถศึกษารายละเอียดของมันได้ดีกว่า GRBs แบบสั้น และข้อมูลจากดาวเทียมสวิฟต์ (Swift satellite) ยังพบหลักฐานที่บ่งชี้ว่าการตายของดาวมวลมากหรือซูเปอร์โนวาเป็นแหล่งกำเนิด GRBs แบบยาว เมื่อดาวมวลมากใช้เชื้อเพลิงหมด แกนกลางจะยุบตัวกลายสภาพเป็นหลุมดำ พร้อมกับขับมวลสารออกทางขั้วทั้งสองข้างในช่วงที่ดาวกำลังยุบตัว มวลสารที่ถูกฉีดพุ่งออกมามีพลังงานสูงมากและเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูงถึง 99.9% ของความเร็วแสงซึ่งเป็นรังสีแกมมานั่นเอง ส่วนใหญ่พบที่ดาวอายุระดับล้านปีที่กำลังยุบตัว

 

ภาพวาดแสดงหลุมดำกำลังปล่อยรังสีแกมมาเป็นลำแคบๆพุ่งออกจากขั้วทั้งสองข้างของดาว
(ที่มา: http://en.wikipedia.org/wiki/Gamma-ray_burst)

 

2) Short gamma-ray bursts (GRBs แบบสั้น)

     ส่วนการระเบิดรังสีแกมมาที่เกิดขึ้นโดยใช้เวลาน้อยกว่า 2 วินาทีจะจัดเป็น GRBs แบบสั้น และด้วยเวลาที่เกิดเหตุการณ์สั้นมาก เราจึงไม่สามารถตรวจจับ afterglow ของมันได้ นอกจากนี้เรายังไม่รู้คุณสมบัติพื้นฐานของมันมากเท่าที่ควร มันเป็นปรากฏการณ์ทางฟิสิกส์ดาราศาสตร์อันหนึ่งที่เรารู้จักมันน้อยมาก เราทราบแต่เพียงว่าวัตถุที่ปล่อย GRBs แบบสั้นส่วนใหญ่เป็นดาวที่มีอายุเกือบพันล้านปี แต่ก็มีคนตั้งทฤษฎีอธิบายไว้ว่าอาจเกิดจากดาวสองดวงที่มีความหนาแน่นสูง ไม่ว่าจะเป็นดาวนิวตรอนทั้งคู่หรือดาวนิวตรอนกับหลุมดำ เกิดการชนกันและรวมเข้าด้วยกัน สำหรับระบบดาวคู่ดังกล่าวในทฤษฎีสัมพัทธ-ภาพของไอน์สไตน์ก็ได้กำหนดชะตากรรมของมันไว้แล้ว

     ตามทฤษฎีของไอน์สไตน์กล่าวว่า ดาวมวลมากที่กำลังเคลื่อนที่มันจะคายพลังงานออกมาที่เรียกว่า การแผ่คลื่นโน้มถ่วง (gravitational radiation) แต่ยังไม่เคยมีใครตรวจพบคลื่นดังกล่าวมาก่อน นักดาราศาสตร์พบแต่เพียงหลักฐานการหายไปของพลังงานตามคำทำนายของทฤษฎีเท่านั้น ซึ่งเป็นวิธีการวัดแบบอ้อม เช่น พบการลดขนาดวงโคจรของระบบดาวคู่นิวตรอนที่เกิดจากการสูญเสียพลังงานขณะโคจรรอบซึ่งกันและกัน การสูญเสียพลังงานจากการแผ่คลื่นโน้มถ่วงทำให้ดาวคู่เหล่านี้ต้องขยับเข้ามาใกล้มากขึ้นและรวมเข้าด้วยกันในที่สุด การรวมกันจะใช้เวลาเพียงไม่กี่มิลลิวินาที แล้วปล่อยคลื่นโน้มถ่วงกระเพื่อมออกมาเป็นจังหวะ (gravitational waves)พร้อมกับปลดปล่อยพลังงานมหาศาลออกมาเป็น GRBs แบบสั้นด้วยนั่นเอง

ภาพแสดงระบบดาวคู่นิวตรอนที่มีมวลใกล้เคียงกันโคจรรอบซึ่งกันและกัน
(ที่มา: NASA/Swift/Dana Berry)

 

ความถี่การเกิด GRBs

     จากการศึกษาตลอด 10 ที่ผ่านมา พบว่าการระเบิดรังสีแกมมาส่วนใหญ่เกิดที่นอกกาแล็กซีทางช้างเผือกของเรา และสามารถตรวจเจอได้ประมาณ 1 ครั้งต่อวันจากทั่วทุกทิศทางบนท้องฟ้า แต่อันที่จริงเอกภพมีการระเบิดแบบนี้บ่อยประมาณ 1-2 ครั้งต่อวัน เฉลี่ยแล้วเกิดประมาณ 1 ครั้งต่อ 1 กาแล็กซีต่อล้านปี บางครั้งการระเบิดก็เกิดใกล้กับโลกมากโดยห่างเพียง 2-3 ล้านปีแสง แต่บางครั้งก็เกิดห่างจากโลกของเรามากถึงระดับหมื่นล้านปีแสง การทราบพลังงาน อุณหภูมิและระยะทางที่ระเบิดจะช่วยให้นักดาราศาสตร์คำนวณหาขนาดและการขยายตัวของเอกภพได้ด้วย

แผนที่แสดง 2,704 ตำแหน่งที่เกิด GRBs ซึ่งกล้องโทรทรรศน์อวกาศ Compton Gamma-Ray Observatory  ในโครงการ BATSE สำรวจตั้งแต่ปี 2534-2543 ส่วนสีของดาวแทนด้วยฟลักซ์พลังงานทั้งหมดที่เกิดในแต่ละครั้ง (สเปกตรัม ม่วง-แดง 50-300 keV, ergs cm-2) เช่น สีแดงแทน GRBs แบบยาว(bright burst) สีม่วงแทน GRBs แบบสั้น(weak burst) ส่วนสีเทาแทนการระเบิดที่ยังไม่สามารถคำนวณหาพลังงานของมันได้เนื่องจากข้อมูลไม่สมบูรณ์

(ที่มา: http://www.batse.msfc.nasa.gov/batse/grb/skymap/)

 

แผนที่แสดง 500 ตำแหน่งที่เกิด GRBs ซึ่งดาวเทียม Swift สำรวจได้ตั้งแต่ปี 2547-2553
ส่วนสีของดาวบอกถึงปีที่เกิดเหตุการณ์ (ที่มา: NASA/Swift/Francis)

 

โลกกับผลของ GRBs

     ถ้ามีการระเบิดรังสีแกมมาในกาแล็กซีทางช้างเผือก โดยเกิดอยู่ใกล้โลกของเราและหันธารอนุภาคพลังงานสูงมายังโลกด้วย มันจะมีผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิตบนโลกแน่นอน บรรยากาศโลกจะดูดซับรังสีแกมมาดังกล่าวและทำให้ก๊าซไนโตรเจนแตกตัวเกิดไนตริกออกไซด์ (nitric oxide) ไปทำปฏิกิริยาเคมีทำลายชั้นโอโซนในบรรยากาศโลก

และถ้า GRBs เกิดขึ้นห่างจากโลกเพียง 3,262 ปีแสง (หรือ 1 กิโลพาร์เซค) จะสามารถทำลายชั้นโอโซนไปครึ่งหนึ่งของโลกเลยทีเดียว เมื่อปราศจากชั้นโอโซนเป็นเกราะป้องกันแล้ว รังสีอัลตราไวโอเลตจากGRBและจากดวงอาทิตย์รวมกันก็จะผ่านลงมายังพื้นโลกได้ ซึ่งมีความเข้มรังสีมากพอที่จะทำลายห่วงโซ่อาหารและทำให้เกิดการสูญพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตในที่สุด

จากอันตรายของ GRBs ทำให้นักวิทยาศาสตร์บางท่านเชื่อว่าการสูญพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตในเหตุการณ์ Ordovician-Silurian extinction[1] ในอดีต อาจเกิดจาก GRB ของไฮเปอร์โนวา(hypernova)ที่อยู่ภายในกาแล็กซีทางช้างเผือกบริเวณแขนของกังหัน ห่างจากโลกประมาณ 6 พันปีแสง แต่อย่างไรก็ตามก็ยังไม่พบหลักฐานสนับสนุนสมมติฐานดังกล่าว

 


[1]เหตุการณ์ Ordovician-Silurian extinction เป็นเหตุการณ์การสูญพันธุ์ที่สำคัญเป็นอันดับที่ 3 จาก 5 เหตุการณ์สูญพันธุ์ที่สำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์โลก โดยเกิดขึ้นเมื่อประมาณ 450-440 ล้านปีก่อน


ภาพกราฟฟิกแสดงการพ่นธารอนุภาคพลังงานสูงจากหลุมดำเกิดใหม่ พร้อมกับแผ่รังสีแกมมาออกมาด้วย

(ที่มา: NASA/Swift/Cruz deWilde)

กราฟสีฟ้าแสดงเปอร์เซ็นต์ปรากฏของช่วงเวลาที่สัตว์น้ำทั่วไปเกิดการสูญพันธุ์จาก 5 เหตุการณ์สำคัญ

O-S คือ ช่วงรอยต่อของยุค Ordovincial กับ Silurian, Late D คือ ช่วงปลายของยุค Devonian, P-Tr คือ ช่วงรอยต่อของยุค Permian กับ Triassic, Tr-J คือ ช่วงรอยต่อของยุค Triassic กับ Jurassic ส่วน K-T คือ ช่วงรอยต่อของยุค Cretaceous กับ Tertiary (ที่มา: http://en.wikipedia.org/wiki/Ordovician%E2%80%93Silurian_extinction_event)

 

การศึกษา GRBs ในปัจจุบัน

     จากการที่รังสีแกมมาถูกบรรยากาศโลกดูดกลืนไว้ทำให้ไม่สามารถทะลุผ่านลงมายังพื้นโลกได้ มีทางเดียวที่จะศึกษา GRBs ได้คือ ต้องสร้างกล้องสังเกตการณ์ไว้ที่นอกโลก อย่างเช่นดาวเทียม เครื่องมือดาราศาสตร์ชิ้นแรกที่นักดาราศาสตร์ใช้ศึกษา GRBs อย่างจริงจัง คือ กล้องสังเกตการณ์รังสีแกมมาCompton Gamma-Ray Observatory  ในโครงการ BATSE (Burst and Transient Source Explorer) ซึ่งสำรวจ GRBsจากอวกาศตั้งแต่ปี 2534-2543มีอุปกรณ์สำคัญ คือ กล้องตรวจจับรังสีแกมมาความไวสูง(Burst Alert Telescope: BAT) หลังจากนั้นมา เราก็มีดาวเทียม BeppoSAX ศึกษารังสีแกมมาตั้งแต่ปี 2540-2545 ตามด้วยโครงการ HETE-2 ปี 2543-2549

 

ภาพแสดงแต่ละช่วงของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่ถูกบรรยากาศโลกดูดกลืน ยกเว้นช่วงคลื่นแสงและวิทยุที่ทะลุผ่านมายังพื้นโลกได้ อัลตราไวโอเลตและอินฟราเรดผ่านลงมาได้เล็กน้อย ส่วนรังสีเอกซ์และแกมมาไม่สามารถผ่านลงมาได้

(ที่มา: http://amazing-space.stsci.edu/resources/explorations/groundup/lesson/basics/g17b/)

 

     แต่เมื่อไม่นานมานี้ โครงการ Fermi ได้ถูกนำมาใช้สังเกตการณ์แบบ Gamma-Ray Burst Monitor ซึ่งสามารถตรวจพบการระเบิดได้ในอัตราหลายร้อยครั้งต่อปี และอีกส่วนหนึ่งของโครงการ คือ Large Area Telescope ก็สามารถตรวจจับสิ่งที่มีพลังงานสูงมากจากอวกาศได้ ขณะเดียวกันกล้องโทรทรรศน์เชิงแสง (optical telescope) จำนวนมากบนภาคพื้นดินได้ถูกนำมาปรับใช้สำหรับติดตามสังเกตการณ์ GRBs ด้วย เป็นการควบคุมแบบ robotic สามารถทำงานด้วยตนเองอย่างรวดเร็วทันทีเมื่อได้รับสัญญาณ GRBsโดยไม่ต้องมีผู้ควบคุม เป็นการทำงานด้วยกล้องโทรทรรศน์หลายตัวแบบโครงข่าย (Gamma-Ray Burst Coordinates Network) เช่น โครงการ PROMPT

     โครงการ PROMPT หรือPanchromatic Robotic Optical Monitoring and Polarimetry Telescopes เป็นโครงการของมหาวิทยาลัยนอร์ทแคโรไลนา ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งได้ทุนจาก National Science Foundation เพื่อสร้างกล้องโทรทรรศน์ 6 ตัว สำหรับติดตั้งที่ Cerro Tololo Inter-American Observatory (CTIO) ประเทศชิลี กล้องโทรทรรศน์ดังกล่าวถูกออกแบบพิเศษเพื่อศึกษาวัตถุท้องฟ้าที่อยู่ไกลมากๆและมีพลังงานสูง อย่างเช่น การระเบิดรังสีแกมมา (GRBs) โครงการนี้ประกอบด้วยกล้องโทรทรรศน์สะท้อนแสงขนาด 0.4 เมตรจำนวน 6 ตัว โดยกล้องแต่ละตัวจะสังเกตการณ์แต่ละช่วงคลื่นแตกต่างกัน ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้

-          ที่ 1 ใช้สังเกตการณ์แสงสีม่วง(violet light)

-          ตัวที่ 2 ใช้สังเกตการณ์แสงสีน้ำเงิน(blue light)

-          ตัวที่ 3 ใช้สังเกตการณ์แสงสีแดง(red light)

-          ตัวที่ 4 ใช้สังเกตการณ์แสงสีแดงเข้ม(very red light)

-          ตัวที่ 5 ใช้สังเกตการณ์ช่วงคลื่นอินฟราเรด(infrared light)

-          ตัวที่ 6 ใช้วัดการโพลาไรเซชัน หรือorientation ของคลื่นแสง ซึ่งเกี่ยวข้องกับสนามแม่เหล็กที่ GRBs สร้างขึ้นมา

 

ภาพหอดูดาว PROMPT จำนวน 6 โดม ภายในแต่ละโดมจะมีกล้องโทรทรรศน์สะท้อนแสง ขนาด 0.4 เมตร
ติดตั้ง ณ Cerro Tololo Inter-American Observatory (CTIO) ประเทศชิลี

(ที่มา: http://www.physics.unc.edu/~reichart/prompt.html)

 

   กล้อง PROMPT จะหันไปหาแหล่งที่เกิด GRBs พร้อมกัน 6 ตัวภายในไม่กี่วินาทีหลังได้รับสัญญาณ GRBsจากดาวเทียม Swift และยังสามารถรวมข้อมูลทุกความยาวคลื่นจากกล้องทั้งหกได้อย่างรวดเร็ว และส่งข้อมูลต่อไปยังกล้องโทรทรรศน์ SOAR (Southern Observatory for Astrophysical Research) ที่อยู่บริเวณเดียวกันด้วย

     กล้องโทรทรรศน์ SOAR เป็นกล้องโทรทรรศน์ที่ทันสมัยอีกตัวหนึ่งที่เหมาะในการสังเกตการณ์ transients อย่าง GRBs โดยมีขนาดกระจก 4.1 เมตร ประกอบด้วยอุปกรณ์ระดับสูง แม้มันจะตอบสนองช้ากว่ากล้อง PROMPT แต่ทำงานเร็วกว่ากล้องโทรทรรศน์อื่นๆที่มีขนาดเดียวกัน SOAR จะใช้ข้อมูล GRBsที่ได้จาก PROMPT เป็น cosmic backlightsในการศึกษาเอกภพเริ่มแรกซึ่งเป็นอีกวิธีที่มีประสิทธิภาพยิ่ง


กล้อง PROMPT ขนาด 0.4 เมตร ที่ติดตั้งอยู่ในโดมทั้ง 6

(ที่มา: http://www.physics.unc.edu/~reichart/prompt.html)

 

     อุปกรณ์ในปัจจุบันอีกอย่างหนึ่งที่เราคาดหวังว่าจะช่วยไขปริศนาการระเบิดรังสีแกมมาได้ คือ ดาวเทียมสวิฟต์ (Swift satellite) ที่องค์การนาซ่าของสหรัฐอเมริกาส่งขึ้นไปโคจรนอกโลกเมื่อเดือนพฤศจิกายน พ.ศ.2547 เป็นดาวเทียมที่เกิดจากความร่วมมือระหว่างสหรัฐอเมริกา อังกฤษและอิตาลี ต่อมามีเยอรมานีและญี่ปุ่นร่วมด้วย ดาวเทียมดังกล่าวสามารถสังเกตการณ์ทั้งช่วงคลื่นรังสีเอกซ์ อัลตราไวโอเลตและช่วงคลื่นแสง โดยจะหันอุปกรณ์รับสัญญาณไปยังบริเวณที่เกิดเหตุ GRBs ทันทีและรายงานตำแหน่งให้ทราบ พร้อมกับส่งสัญญาณให้กล้องโทรทรรศน์อื่นๆบนภาคพื้นดินภายใน 10 วินาทีเพื่อให้ติดตามเหตุการณ์นี้ได้ทันด้วย


ภาพดาวเทียม Swift ซึ่งส่งขึ้นสู่อวกาศเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2547

(ที่มา: http://en.wikipedia.org/wiki/Gamma-ray_burst)

 

     จากความหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา ทำให้เราได้เรียนรู้และเข้าใจการระเบิดรังสีแกมมาหรือ GRBsมากขึ้นกว่าในอดีต สามรถแยกประเภทการเกิด GRBs แบบสั้นและแบบยาวได้ และรู้สาเหตุการเกิด GRBs ทั้งสองแบบ อีกทั้งค้นพบข้อมูลใหม่ๆอย่างกว้างขวาง เช่น พบลักษณะที่ไม่แน่นอนของรังสีเอกซ์ซึ่งเกิดหลัง GRBs เป็นเวลาหลายนาที หรือการพบ GRB 080319B ซึ่งปล่อยพลังงานออกมามากที่สุด และการพบ GRB 090423 ซึ่งอยู่ไกลที่สุดเท่าที่เคยค้นพบ เป็นต้น

 

ข้อมูลอ้างอิง

1.       http://www.batse.msfc.nasa.gov/batse/

2.       http://en.wikipedia.org/wiki/Gamma-ray_burst

3.       http://www.physics.unc.edu/~reichart/promptpics.html

4.       http://www.nasa.gov/mission_pages/swift/bursts/500th.html

5.       http://imagine.gsfc.nasa.gov/docs/science/know_l1/bursts.html

6.       http://en.wikipedia.org/wiki/Ordovician%E2%80%93Silurian_extinction_event

7.       http://amazing-space.stsci.edu/resources/explorations/groundup/lesson/basics/g17b/

 

เรียบเรียงโดย

ทวิจรัส สาโรชสกุลชัย

สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน)