ข่าวดาราศาสตร์
เกร็ดความสำเร็จจากการท่องดวงจันทร์ในเกม Genshin Impact
แม้ตอนนี้นักเดินทาง (ตัวผู้เล่น) จะมุ่งหน้าไปสู่ดินแดนน้ำแข็ง Snezhnaya แล้ว แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าหนึ่งในแผนที่ที่น่าประทับใจและคาดไม่ถึงอย่างยิ่งคือการไป "สำรวจดวงจันทร์น้ำค้างแข็ง"
เมื่อช่วงเดือนกรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา เกมเกนชินอิมแพค (Genshin Impact) ได้เปิดพื้นที่สำรวจใหม่ พร้อมภารกิจที่ชื่อ "ชมจันทร์" (Moon Gazing) ที่พาเราออกสำรวจแต่ละส่วนของดวงจันทร์ในเกม และคลายปริศนาของเนื้อเรื่องไปทีละนิดผ่านการทำภารกิจ
หลังจากผ่านภารกิจสำคัญต่าง ๆ เราจะได้รับรางวัลเป็นความสำเร็จ (Achievement) ในสมุดบันทึกพร้อมรางวัลเล็กน้อย แต่ที่น่าสนใจคือชื่อของความสำเร็จที่มีเรื่องราวซ่อนอยู่ NARIT จะพาไปดูเกร็ดดาราศาสตร์และอวกาศที่แฝงอยู่ในชื่อเหล่านั้น (มีสปอยล์เนื้อเรื่อง)
ก้าวเล็ก ๆ ของ PAIMON
หลังจากนักเดินทางและเหล่าเพื่อนร่วมทาง ลงสู่พื้นผิวดวงจันทร์และอยู่รอดปลอดภัยดี เราจะได้รับความสำเร็จนี้ อย่างไรก็ตาม เราเคยมาดวงจันทร์แล้วครั้งหนึ่ง แต่นี่เป็นครั้งแรกของไปม่อน คู่หูของเรา จึงเกิดเป็นความสำเร็จชื่อ "ก้าวเล็ก ๆ ของ PAIMON" (One Small Step for PAIMON)
ชื่อนี้มาจากคำกล่าวในตำนานของนีล อาร์มสตรอง นักบินอวกาศชาวสหรัฐฯ และมนุษย์ผู้เหยียบดวงจันทร์เป็นครั้งแรกในภารกิจอะพอลโล 11 เมื่อปี พ.ศ. 2512 ในตอนที่เท้าของเขาสัมผัสดวงจันทร์ เขาได้กล่าวว่า "That's one small step for man, one giant leap for mankind" หรือ ก้าวเล็ก ๆ ของมนุษย์ แต่เป็นก้าวอันยิ่งใหญ่ของมนุษยชาติ
คำกล่าวนั้นไม่เกินจริงแต่อย่างใด เพราะตลอดระยะเวลาเกือบ 60 ปีที่ผ่านมาได้เกิดโครงการสำรวจอวกาศมากมายจากหลายประเทศทั่วโลก เกิดกล้องโทรทรรศน์อันทรงพลัง เกิดซอฟต์แวร์สุดล้ำที่มนุษย์คิดค้นและพัฒนาขึ้นมาเพื่อพบคำตอบในจักรวาลอันยิ่งใหญ่ ซึ่งความพยายามที่จะหาคำตอบเหล่านั้นก็ได้กลับคืนมาเป็นความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในชีวิตประจำวันของเราด้วย
F.A.S.T
เมื่อเราเปิดใช้งานกลไกรับสัญญาณจากอวกาศห้วงลึกที่เรียกว่า "ดวงตาแห่ง Ibni-Belum" (Eye of Ibni-Belum) บนดวงจันทร์น้ำค้างแข็ง เราจะได้รับความสำเร็จที่ชื่อว่า "F.A.S.T" กลไกดังกล่าวตั้งอยู่ในหลุมอุกกาบาตขนาดใหญ่บนดวงจันทร์ ดูคล้ายกับกล้องโทรทรรศน์วิทยุขนาดยักษ์ ซึ่งในโลกความเป็นจริงของเรา กล้องโทรทรรศน์วิทยุแบบจานเดี่ยวที่ใหญ่ที่สุดก็คือกล้องที่มีชื่อว่า FAST นั่นเอง
กล้องโทรทรรศน์วิทยุ FAST หรือ Five-hundred-meter Aperture Spherical Telescope มีจานรับสัญญาณขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 500 เมตร ตั้งอยู่ในแอ่งหินปูนธรรมชาติ อำเภอผิงถัง มณฑลกุ้ยโจว สาธารณรัฐประชาชนจีน ใช้ศึกษาวัตถุในอวกาศที่ส่งคลื่นวิทยุออกมา เช่น พัลซาร์ FRBs (Fast Radio Bursts) แก๊สไฮโดรเจน รวมถึงกลุ่มเมฆโมเลกุลและเมเซอร์ในอวกาศ เนื่องจากมีพื้นที่รับสัญญาณขนาดใหญ่และพื้นผิวจานที่สามารถปรับรูปทรงได้ อีกทั้งยังตั้งอยู่ในแอ่งหินปูนที่ล้อมรอบด้วยภูเขาซึ่งช่วยลดสัญญาณรบกวนจากคลื่นวิทยุภายนอก ทำให้ FAST ตรวจจับสัญญาณวิทยุที่อ่อนมากได้อย่างมีประสิทธิภาพ
เรียกได้ว่าการเปิดดำเนินการของกล้อง FAST ในปี พ.ศ. 2563 ได้เปิดประตูบานใหม่ของการศึกษาทางดาราศาสตร์ เช่น การค้นพบพัลซาร์ดวงใหม่แล้วรวมกว่า 1,200 ดวง และงานวิจัยตีพิมพ์อื่น ๆ อีกมาก ซึ่งจะนำไปสู่องค์ความรู้ใหม่ ๆ สมกับชื่อจีน "เทียนหย่าน" (天眼) ชื่อในภาษาจีนของกล้อง FAST ที่แปลว่า ดวงตาแห่งสวรรค์
6EQUJ5
เมื่อเราเป็นพยานในเหตุการณ์ตอนที่นินนิน (หรือน้องไข่พะโล้) ใช้ดวงตาแห่ง Ibni-Belum ส่งข้อความออกไปในอวกาศห้วงลึก ภารกิจนี้ก็สิ้นสุดลงพร้อมกับได้รับความสำเร็จที่ชื่อว่า "6EQUJ5" แม้จะดูเหมือนพิมพ์มั่ว ๆ แต่นี่เป็นรหัสที่โด่งดังอย่างมากในโลกความเป็นจริงที่เรียกกันว่า Wow! Signal หรือสัญญาณ "ว้าว!"
เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2520 กล้องโทรทรรศน์วิทยุบิ๊กเอียร์ ของมหาวิทยาลัยโอไฮโอสเตต สหรัฐอเมริกา ตรวจพบสัญญาณวิทยุช่วงความถี่แคบที่มีความเข้มสูงจากบริเวณใกล้กลุ่มดาวคนยิงธนู ความยาวประมาณ 72 วินาที เมื่อ ดร. เจอร์รี อาร์ เอแมน นักดาราศาสตร์อาสาสมัครได้ตรวจดูข้อมูล เขาพบรหัส 6EQUJ5 ซึ่งแสดงระดับความเข้มของสัญญาณที่เพิ่มขึ้นและลดลงอย่างผิดสังเกต จึงวงรหัสไว้และเขียนคำว่า Wow! ลงบนกระดาษ จนกลายเป็นชื่อเรียกของสัญญาณนี้มาจนถึงปัจจุบัน
การตรวจพบสัญญาณว้าว! เกิดขึ้นระหว่างการค้นหาสัญญาณจากสิ่งมีชีวิตทรงภูมิปัญญานอกโลก หรือที่เรียกว่า SETI (Search for Extraterrestrial Intelligence) แม้ต่อมานักดาราศาสตร์จะติดตามบริเวณดังกล่าวอีกหลายครั้ง แต่ยังไม่เคยตรวจพบสัญญาณแบบเดิมซ้ำ และยังไม่มีข้อสรุปว่าสัญญาณนี้มีต้น
มนุษย์เฝ้าหาหลักฐานที่ว่า "เราไม่ได้อยู่เพียงลำพังในจักรวาล"
นอกจากมนุษย์จะเฝ้าพยายามรับสัญญาณของสิ่งมีชีวิตทรงภูมิปัญญาจากนอกโลก เพื่อหาคำตอบว่าดาวเคราะห์ของตนเองไม่ได้อยู่อย่างโดดเดี่ยวในจักรวาลแห่งนี้ ก่อนหน้านี้ในปี พ.ศ. 2517 กล้องโทรทรรศน์อาเรซิโบ ได้ส่งสัญญาณไปยังกระจุกดาวทรงกลม M13 ที่อยู่ห่างออกไปจากโลกประมาณ 25,000 ปีแสง เป็นข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับตัวเลข ธาตุที่เกี่ยวข้องกับชีวิต DNA มนุษย์ ระบบสุริยะ และตัวกล้องอาเรซีโบเอง ซึ่งแน่นอนว่าผ่านมาแล้วกว่า 52 ปี ยังไม่มีสัญญาณใดตอบกลับมา เพราะสัญญาณที่ส่งออกไปก็เพิ่งเดินทางออกไปเพียง 52 ปีแสงเท่านั้น
อีกความพยายามครั้งสำคัญของมนุษย์คือ ยานวอยเอเจอร์ 1 และ 2 ที่นำแผ่นเสียงทองคำ ประกอบด้วย เสียงทักทาย 55 ภาษา (รวมถึงภาษาไทย) เสียงธรรมชาติบนโลก บทเพลงจากทั่วโลก และภาพเกี่ยวกับโลก มุ่งหน้าออกนอกระบบสุริยะ ด้วยความหวังว่าอาจมีสิ่งมีชีวิตทรงภูมิปัญญามาพบเข้าและรับรู้การมีอยู่ของมนุษย์ อย่างไรก็ตาม เวลาผ่านไป 49 ปี ยานทั้งสองเพิ่งพ้นเขตอิทธิพลของลมสุริยะ (ที่ระยะเกือบ ๆ 1 วันแสง) และ NASA ประเมินว่าต้องใช้เวลาถึง 30,000 ปี กว่าจะพ้นขอบนอกของเมฆออร์ตที่อยู่นอกสุดของระบบสุริยะ
ปัจจุบัน โลกของเรายังมีสถาบัน SETI และโครงการต่าง ๆ ที่มุ่งใช้กล้องโทรทรรศน์วิทยุและเครื่องมือหลายชนิดค้นหาร่องรอยของเทคโนโลยีจากอารยธรรมนอกโลกอย่างสม่ำเสมอ แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่มีการตรวจพบสัญญาณจากอารยธรรมนอกโลกที่ได้รับการยืนยันเลยแม้แต่ครั้งเดียว
การสำรวจดวงจันทร์ในโลกความเป็นจริง
แม้เกมจะจำลองการสำรวจดวงจันทร์ออกมาได้อย่างน่าประทับใจ ทั้งสถานีวิจัยบนดวงจันทน์ สถานีอวกาศ กล้องโทรทรรศน์วิทยุ ฐานทัพบนด้านไกลของดวงจันทร์ หรือแม้กระทั่งโซนที่สิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ได้ แต่ต้องบอกว่ามีความแฟนตาซีและ Sci-fi สูงลิ่ว แถมเทคโนโลยีต่าง ๆ ล้ำหน้าไปไกลเกินมาก เพราะความเป็นจริงในปัจจุบัน เรายังไม่ค้นพบสิ่งมีชีวิตบนดวงจันทร์ ตลอดจนยังไม่มีมนุษย์หรือเผ่าพันธุ์สิ่งมีชีวิตอื่นใดที่ไปตั้งถิ่นฐานระยะยาวบนดวงจันทร์ได้ หรือแม้กระทั่งการสำรวจดวงจันทร์แบบหล่อ ๆ สวย ๆ โดยไม่ใส่ชุดนักบินอวกาศก็ยังเป็นไปไม่ได้
ความเป็นจริงคือ มนุษย์โลกอย่างเราเพิ่งอยู่ในขั้นตอนการสำรวจดวงจันทร์เท่านั้นเอง ยกตัวอย่างโครงการฉางเอ๋อของจีนที่ส่งยานอวกาศไปสำรวจและเก็บข้อมูลดวงจันทร์มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2550 และเร็ว ๆ นี้กับยานฉางเอ๋อ 7 ที่เพิ่งเลื่อนกำหนดปล่อยออกไปเป็นปี พ.ศ. 2570 ด้วยเป้าหมายหลักคือการสำรวจบริเวณขั้วใต้ของดวงจันทร์ ซึ่งนับว่าท้าทายอย่างมาก เนื่องจากต้องนำยานลงจอดบริเวณขอบหลุมอุกกาบาตแชคเคิลตันในช่วงที่มีแสงอาทิตย์เพื่อผลิตพลังงาน ก่อนปล่อยยานกระโดดลงไปสำรวจบริเวณที่ตกอยู่ในเงามืดถาวรตรงก้นหลุมที่อาจมีน้ำแข็งสะสมอยู่ (และนี่คือเหตุผลที่การเลื่อนปล่อย 1 วันเพราะสภาพอากาศ กลายเป็นการเลื่อน 1 ปี เพราะหลังจากพลาดช่วงเวลาดังกล่าวแล้วก็ไม่เหลือช่วงที่ทิศทางและมุมของแสงอาทิตย์เหมาะสมต่อการลงจอดและปฏิบัติภารกิจอีก)
ประเทศไทยก็เป็นส่วนหนึ่งของภารกิจฉางเอ๋อ 7 ครั้งนี้ โดยจะส่งอุปกรณ์วิทยาศาสตร์ CE-7 MATCH ไปโคจรรอบดวงจันทร์กับยานโคจรรอบ เพื่อตรวจวัดและประเมินสภาพอวกาศว่าจะส่งผลต่อการตั้งถิ่นฐานบนดวงจันทร์ในอนาคตอย่างไรบ้าง
จะเห็นได้ว่าการสำรวจอวกาศในความเป็นจริงไม่ใช่เรื่องง่ายเลย และอาจจะไม่ได้เห็นเทคโนโลยีอันล้ำหน้าดังที่เห็นในเกม ภาพยนตร์ หรือนิยาย ในระยะเวลาอันสั้นนี้ แต่เพราะจักรวาลแห่งนี้กว้างใหญ่ไพศาล และมนุษย์ยังคงค้นหาคำตอบและส่งต่อความรู้กันจากรุ่นสู่รุ่นอยู่เสมอ บางทีสักวันหนึ่ง เราอาจทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่านี้ได้สำเร็จ รวมถึงได้รับสัญญาณตอบกลับจากสิ่งมีชีวิตทรงภูมิปัญญาในอวกาศ ดังเรื่องราวและคำกล่าวในเกมที่ว่า "ภายใต้ทะเลแห่งดวงดาวอันไร้ขอบเขตนี้ พวกเราไม่ได้อยู่อย่างลำพัง"