ดวงจันทร์ของดาวอังคารอาจเกิดจากการชนของวัตถุขนาดใหญ่เท่าดาวเคราะห์แคระซีรีส(Ceres)

Share

นักวิทยาศาสตร์จากสถาบันวิจัย Southwest Research Institute (SwRI) ได้เสนอผลการค้นคว้าล่าสุดจากแบบจำลองซึ่งได้ตีพิมพ์ในวารสาร Science Advances แสดงให้เห็นว่า ดวงจันทร์โฟบอส(Phobos) และดวงจันทร์ไดมอส(Deimos) ของดาวอังคาร  อาจเกิดจากการที่วัตถุขนาดใหญ่เทียบเท่ากับดาวเคราะห์แคระเวสตา(Vesta)ไปจนถึงดาวเคราะห์แคระซีรีส (Cerses) พุ่งชนดาวอังคาร

        ดาวเคราะห์แคระทั้งสองมีวงโคจรอยู่ในแถบดาวเคราะห์น้อย (Asteroid belt) โดยดาวเคราะห์แคระซีรีสมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 950 กิโลเมตร หรือราวๆ 1 ใน 4 เส้นผ่านศูนย์กลางดวงจันทร์ของโลก 

 

          

ภาพที่ 1 แสดงลักษณะของดวงจันทร์โฟบอส (ซ้าย) และ ดวงจันทร์ไดมอส (ขวา) โดยไม่ได้เทียบขนาดที่แท้จริง

 

        ทฤษฎีการกำเนิดของดวงจันทร์ของดาวอังคารทั้งสองดวงนี้ ยังมีข้อถกเถียงกันอยู่มาก

        บางทฤษฎีเชื่อว่าดวงจันทร์โฟบอสและดวงจันทร์ไดมอสมีลักษณะคล้ายกับดาวเคราะห์น้อยมากทำให้นักวิทยาศาสตร์ส่วนหนึ่งคิดว่ามันน่าจะเคยเป็นวัตถุที่อยู่ในแถบดาวเคราะห์น้อยก่อนจะถูกแรงโน้มถ่วงของดาวอังคารดึงไว้ให้เป็นดาวบริวาร

        อีกทฤษฎีเชื่อว่า เนื่องจากดวงจันทร์ทั้งสองนี้มีวงโคจรเกือบจะอยู่ในระนาบเดียวกันและเกือบที่จะเป็นวงกลมจึงสันนิษฐานว่า ทั้งสองอาจเกิดจากเศษวัตถุขนาดเล็กรอบดาวอังคารที่เป็นผลจากการชนกันของดาวอังคารกับวัตถุอื่น ซึ่งแบบจำลองใหม่นี้ทีมนักวิจัยได้ออกแบบมาเพื่ออธิบายกระบวนการเกิดดวงจันทร์ทั้งสองและได้คำนึงถึงปฏิสัมพันธ์ระหว่างดาวอังคารกับวัตถุขนาดใหญ่ภายหลังการเข้าปะทะกันแสดงดังวีดีโอด้านล่างและแสดงดังในภาพที่ 2 ซึ่งเป็นแบบจำลองที่มีรายละเอียดดีกว่าแบบจำลองก่อนหน้า

 

วีดีโอแบบจำลองการเกิดดวงจันทร์ของดาวอังคาร 

 

ภาพที่ 2 แบบจำลองการชนกันระหว่างดาวอังคารกับวัตถุขนาดใหญ่เทียบเท่ากับดาวเคราะห์แคระซีรีส(Ceres) ซึ่งผลลัพธ์ของแบบจำลอง 3 มิตินี้แสดงให้เห็นฝุ่นที่กระจายปกคลุมรอบดาวอังคารซึ่งเป็นเศษวัสดุที่อยู่โดยรอบนี้เปลี่ยนแปลงเป็นดวงจันทร์ขนาดเล็กสองดวงคือโฟบอสและไดมอส

 

        ผลลัทธ์ที่สำคัญของงานวิจัยนี้คือ กระบวนการเกิดดวงจันทร์ทั้งสองเป็นผลมาจากการชนระหว่างดาวอังคารดั้งเดิมกับวัตถุขนาดใกล้เคียงกับดาวเคราะห์แคระเวสตาไปจนถึงดาวเคราะห์แคระซีรีส

        จากแบบจำลองนี้นักดาราศาสตร์ว่าดวงจันทร์ทั้งสองควรจะมีองค์ประกอบคล้ายกับดาวอังคารอีกด้วยข้อมูลผลงานวิจัยดังกล่าวจะช่วยสนับสนุนภารกิจการสำรวจดวงจันทร์ทั้งสองของดาวอังคารที่มีขื่อว่า Mars Moons eXploration หรือ MMX โดยองค์การด้านการสำรวจอวกาศแห่งชาติญี่ปุ่น Japan Aerospace Exploration Agency หรือ JAXA ซึ่งจะส่งยานอวกาศ MMX ขึ้นสู่ห้วงอวกาศในปี พ.ศ. 2567 ร่วมกับอุปกรณ์ทางวิทยาศาสตร์ที่มากมายที่สนับสนุนโดยองค์การนาซา และมีเป้าหมายหลักคือการเก็บตัวอย่างพื้นผิวของดวงจันทร์โฟบอสและดวงจันทร์ไดมอสกลับมายังโลกในปี พ.ศ.2572 เพื่อการเข้าใจจุดกำเนิดของดวงจันทร์ทั้งสอง

 

เรียบเรียง

บุญญฤทธิ์ ชุนหกิจ เจ้าหน้าที่สารสนเทศดาราศาสตร์

 

บรรณาธิการ

อาจวรงค์ จันทมาศ ผู้เชี่ยวชาญด้านการสื่อสารดาราศาสตร์

 

อ้างอิง 

http://advances.sciencemag.org/content/4/4/eaar6887.full

https://www.swri.org/press-release/swris-martian-moons-model-indicates-formation-following-large-impact

http://www.astronomy.com/news/2018/04/martian-moons-likely-formed-after-impact-with-ceres-sized-object